
บุกกระทรวงพม.จี้ครม.ตัวอย่างเท่าเทียมทางเพศ
"เครือข่ายผู้ชายเลิกเหล้า" บุกกระทรวงพม. จี้ ครม.เป็นต้นแบบความเท่าเทียมเรื่องเพศ และร่วมต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง-เด็ก มูลนิธิเพื่อนหญิง ปลื้มผลโพลล์ ในพื้นที่ทำงานพบผู้ชายเกือบ กว่า 80 % ให้เกียรติ-เข้าใจหัวอกเพศแม่มากขึ้น ด้าน ชายต้นแบบฯ แฉในชุ
วันนี้ ( 15 พ.ย.) ที่บริเวณริมทางรถไฟ ถนนราชวิถี ข้างกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อเวลา 13.30 น.มูลนิธิเพื่อนหญิง พร้อมด้วย เครือข่ายผู้ชายเลิกเหล้า ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก กว่า 2 00 คน รวมตัวกันเดินรณรงค์ในเดือนยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก ภายใต้แคมเปญ “ สองเราเท่าเทียม ” โดยกิจกรรม มี “ หญิงชายเดินสามขา ” ไปพร้อมกัน เพื่อแสดงถึงความเท่าเทียม ทั้งนี้มีการชูป้าย อาทิ เลิกคิดว่าชายเป็นใหญ่ สิ่งดีๆก็เกิดขึ้นได้ และมีการปราศัยบนรถกระจายเสียงตลอดข้างทาง จนไปสิ้นสุดที่บริเวณด้านในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์(พม.)
จากนั้นนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อนายอิสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเรียกร้องให้ส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชายและยุติปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิง โดยโอกาสนี้รมว.พม.ได้ร่วมทำกิจกรรมด้วยการฉีกข้อความ "ชายเป็นใหญ่" ปรากฎข้อความใหม่คือ " สองเราเท่าเทียม" และทำกิจกรรมสะท้อนความเท่าเทียมด้วยการ "รีดผ้า" บนรถขนาดใหญ่ที่จำลองเป็นบ้านไว้ด้วย ทั้งนี้ นายอิสระ กล่าวว่า ตนจะนำข้อเสนอไปพิจารณา และร่วมรณรงค์ให้ในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะหากดูจากสถิติจะพบว่าภายใน 1 วัน ผู้หญิงจะถูกทำร้ายกว่า 73 รายซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
นายจะเด็จ กล่าวว่า มูลนิธิเพื่อนหญิงและเครือข่ายผู้ชายเลิกเหล้าฯ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เห็นถึงบทบาทของกระทรวงพม. ที่มีเป้าหมายสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งเครือข่ายขอสนับสนุนนโยบายดังกล่าว และเสนอข้อเรียกร้องเพิ่มเติมเพื่อนำไปพิจารณา คือ 1. กระทรวงฯพม.ต้องเป็นผู้นำสร้างความเท่าเทียมเรื่องเพศ ขยายผลเรื่องมิติหญิงชายไปยังกระทรวงอื่น ๆ คณะรัฐมนตรี(ครม.) และหน่วยงานของรัฐทุกระดับอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการให้ผู้ชายเปลี่ยนแนวคิด พฤติกรรมชายเป็นใหญ่ 2. สนับสนุนบทบาทผู้ชายให้มีส่วนร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก และขอให้มีกลไกสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของผู้ชายต้นแบบ เป็นเครือข่ายผู้ชายยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในทุกจังหวัด และ 3. พัฒนากลไกการฟื้นฟูผู้ชายที่กระทำความรุนแรง ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 โดยมุ่งเน้นให้มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่เคารพความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย
นายจะเด็จ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนค่านิยมของผู้ชายถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะหากดูจากข้อมูลที่มูลนิธิเพื่อนหญิง สำรวจทัศนคติของผู้ชายในประเด็นการใช้ความรุนแรง และการล่วงละเมิดทางเพศ ระหว่างวันที่ 17 – 23 ต.ค. 2553 ในกลุ่มตัวอย่าง 1,139 คน จาก 9 จังหวัด กรุงเทพฯ สุรินทร์ อำนาจเจริญ ชุมพร สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรปราการ เชียงใหม่และลำพูน พบว่า ผู้ชายร้อยละ 84.10 เห็น ด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำถาม “ ผู้ชายที่ไม่ละเมิดทางเพศผู้หญิงทั้งที่มีโอกาส ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนโง่ แต่เป็นคนที่ให้เกียรติผู้หญิง ” และเมื่อถามว่า “ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นปัญหาสังคมที่ต้องช่วยกันแก้ไขและป้องกัน ” น่ายินดีว่า ผู้ชายกว่าร้อยละ 90.20 ที่ตอบว่าเห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่ง และคำถามสุดท้ายที่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึงคือ “ การคุมกำเนิดเป็นหน้าที่ทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย ” ผลปรากฎว่า มุมมองผู้ชายกว่าร้อยละ 87.20 ตอบว่า เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ด้านนายพรณรง ปั้นทอง ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ชายเลิกเหล้า ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก กล่าวว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายฯ ได้ทำงานร่วมกับผู้หญิงและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรง ภายใต้โครงการลด ละ เลิกเหล้า : ลดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลที่พบในชุมชน ยังมีกรณี ถูกข่มขืน ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทะเลาะ ตบตีภรรยา ส่วนใหญ่มีสุรา สิ่งเสพติด การพนัน เข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งเด็กบางคนที่ครอบครัวขาดความอบอุ่น ก็จะกลายเป็นเด็กมีปัญหา กลายเป็นเด็กก้าวร้าว เกเร บางคนถึงขั้นเลียนแบบพฤติกรรมพ่อแม่
“ จากปัญหาดังกล่าว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และเอกชน ควรทำหน้าที่อย่างจริงจังและตรงจุด ผู้ชายควรเปลี่ยนทัศนคติหันมาเข้าใจผู้หญิงให้มากกว่านี้ ไม่ควรคิดว่าแต่งงานแล้ว ผู้หญิงต้องเป็นสมบัติของเรา โดยเฉพาะผู้ชายที่มียศ มีตำแหน่งอยู่ในเครื่องแบบ ผมเห็นบางรายไม่ค่อยให้เกียรติภรรยา ทั้งมีชู้ ตบตี ใช้ทำงานบ้านสารพัด ภรรยาแทบจะไม่กล้าพูดอะไร ” นายพรณรง กล่าว
นายพรณรง กล่าวว่า จากนี้เครือข่ายฯจะขยายผลและรณรงค์ให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น เพื่อให้ชุมชน ปลอดจากความรุนแรง โดยจะมีการฝึกอบรมทักษะการให้คำปรึกษา การสร้างความเข้าใจให้คนในชุมชนช่วยกันสอดส่องดูแล ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิงในชุมชน รณรงค์ให้มีทัศนคติใหม่ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงไม่ใช่เรื่องส่วน ตัว แต่เป็นปัญหาสังคมที่ต้องช่วยกันแก้ไข รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของการดื่มเหล้าที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิด ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ



