
เลาะรั้วท้องถิ่น (อังคารที่ 16 พ.ย.53)
***หวังท่องเที่ยวดึงรายได้เพิ่ม
กาฬสินธุ์-นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้จังหวัดได้เปิดโครงการท่องเที่ยว “เรารักกาฬสินธุ์ เราเที่ยวกาฬสินธุ์” เพื่อกระตุ้นสาขาการท่องเที่ยวของจังหวัดให้มีการขยายตัวมากกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ กาฬสินธุ์มีรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งจังหวัดในสาขาการท่องเที่ยว 257 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ทั้งๆ ที่ จ.กาฬสินธุ์ มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย แต่ยังไม่ได้รับการกระตุ้นและผลักดันเท่าที่ควร ดังนั้นในปี 2554 จังหวัดจึงกำหนดให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยว โดยให้ทุกอำเภอจัดกิจกรรมกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชม จ.กาฬสินธุ์ ให้ได้มากที่สุด โดยคาดหวังว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1% หรือไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท
***ร้องอบต.จัดการปัญหาขยะ
ขอนแก่น-นายกระสันติ์ แสนเหลา แกนนำประชาชนในพื้นที่บ้านหนองแวง หมู่ 2 ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชาชนทั้งตำบล กำลังได้รับความเดือดร้อนหลังจากที่ อบต.ท่าพระ หยุดดำเนินการจัดเก็บขยะมูลฝอยในพื้นที่ของทั้ง 13 หมู่บ้าน ทำให้เกิดปัญหามลภาวะ โดยเมื่อสอบถามไปยัง อบต.ได้รับคำตอบว่า อบต.กำลังสรรหาที่ทิ้งขยะแห่งใหม่ เนื่องจากบ่อทิ้งขยะเดิมไม่ถูกสุขลักษณะ พร้อมทั้งกำลังหาเครื่องกำจัดขยะเข้ามาใช้ ซึ่งระหว่างนี้ขอให้ประชาชนกำจัดขยะด้วยตัวเองไปก่อน
***หนุนปลูก "มะเยาหิน" ผลิตไบโอดีเซล
ลำปาง-นางสุนี สมมี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ลำปาง เปิดเผยว่า อบจ.มีแนวคิดและจัดทำเป็นโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดปลูกต้น “มะเยาหิน” เพื่อนำมาผลิตน้ำมันไบโอดีเซล และมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ “เครดิตคาร์บอน”จากองค์การยูเนสโก้เพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศและจังหวัด โดยในงานเกษตร-อุตสาหกรรมแฟร์ ครั้งที่ 4 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-31 พ.ย.นี้ จะมีนิทรรศการให้ความรู้ในเรื่องการเกษตรและอุตสาหกรรม รวมทั้งการจัดการสาธิตการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากต้นมะเยาหินเพื่อผลักดันให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจได้รู้จักและทราบถึงประโยชน์และคุณค่าที่ได้จากการปลูกต้น “มะเยาหิน” และหันมาปลูกต้นไม้ชนิดนี้
***น้ำท่วมรอบแรกเกษตรเสียหาย 18.7 ล.
ตรัง-นายบุญเจือ สมทิพย์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. ทำให้เกิดอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 1-5 พ.ย. ซึ่ง จ.ตรัง ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่ 9 อำเภอ และขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหายเบื้องต้นด้านการเกษตร ประมาณมูลค่าความเสียหาย 18.7 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วม ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มูลค่าความเสียหายอาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีก



