
พึ่งตนพึ่งธรรม-พระดังคิวยาว
เรื่องของเรื่อง คือเพื่อนฝูงบางคนมาบ่นให้ฟัง มีญาติป่วย แฟนทุกข์ใจ อยากจะหาโอกาสได้กราบพระดังๆ บางรูป ได้คิวก็จริง แต่ยาวเป็นหางว่าวเลย คิวของเพื่อนผมคนนี้ต้องรอถึง ๓ เดือนข้างหน้าจึงจะได้กราบ ได้เสวนา!
อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเรื่องทุกข์ใจของคนตนนั้น มันกลัดหนอง จนอัดแน่นเต็มอกแล้ว พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็น สติวิปลาส หรือคิดสั้นไปฆ่าตัวตาย ฯลฯ ให้รอ ๓ เดือนจะไหวไหมเนี่ย ทำไมต้องรอ จำเป็นต้องเป็นพระรูปนี้หรือ
อีกใจหนึ่งก็จินตนาการถึงวิถีพุทธสมัยก่อน ที่วัดเป็นศูนย์กลางของสังคมไทย ทั้งเรื่องการศึกษา ประเพณี วัฒนธรรม มีกิจกรรมอะไรก็มาร่วมกันทำที่วัดวาอาราม นึกถึงคนยาก “ทุกข์กาย” ไม่มีข้าวกิน ก็เดินเข้าไปขอข้าวก้นบาตรพระกิน ให้ได้รอดชีวิตไปอีกวัน แล้วหาหนทางทำมาหากินต่อ ไปกระทั่งถึงประดาคน “ทุกข์ใจ” มีปัญหาวิกฤติชีวิต พวกเขาก็แค่เดินดุ่ยๆ เข้าไปในวัด ขอเมตตาจากพระสงฆ์ท่าน ขอโอกาสได้ปรึกษาหารือวิกฤติชีวิต ก็สามารถจะทำได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีนัดหมาย ไม่จำเป็นต้องมีเงินทำบุญ หรือแจ้งว่าจะบริจาคเท่าไหร่ และไม่จำเป็นต้องรอถึง ๓ เดือน
ผมสงสารคนที่เขากำลังทุกข์ใจ กลัดกลุ้มจนไม่เป็นอันกินอันนอน อาจเพราะ “ธรรมะ” ยังเข้าไม่ถึงใจเขา หรือบางคนอาจจะพอมี “ปัญญา” บ้างแล้ว แต่ “สติ” มันมาไม่ทัน สับสนไปหมด ลืมแม้กระทั่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ... มันก็เป็นไปได้นะครับ เพราะเราๆ ท่านๆ ก็ยังเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา จึงมีโอกาสผิดพลาด พลั้งเผลอ ติดกับดักกิเลสมารไปบ้าง
ดีที่พวกเขายังมีสัมมาทิฐิ ดังนั้นเวลา “ทุกข์ใจ” พวกเขาจึงนึกถึงตัวแทน ผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้เป็นสงฆ์สาวกแห่งพระพุทธเจ้า เพื่อให้พวกท่านเหล่านั้น ช่วยปลอบประโลมใจ สอนให้เห็นถึงความเป็นเช่นนั้นเองของชีวิต กระทั่งชี้ทางสว่างให้ผู้ทุกข์ใจเหล่านั้นได้ทันท่วงที
หากแต่ใครต้องรอถึง ๓ เดือนแล้วไซร้ เกรงว่าบางกรณีอาจสายเกินการณ์!
ใครที่เคยไปสวนโมกข์ ใครที่เคยพบ เคยกราบ เคยฟังธรรม เคยสนทนากับ ท่านอาจารย์พุทธทาส จะรู้เรื่องนี้ดี ท่านพุทธทาสภิกขุ ไม่เคยมีคิว ไม่แบ่งชั้นวรรณะของผู้มาพบ ไม่แบ่งแยกศาสนา ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมาย นั่งบนอาสนะม้าหิน ที่แสนจะธรรมดา นั่งเขียนหนังสือ วิจัยธรรมไปเรื่อย เมื่อมีใครมาพบ เดินตรงเข้าไปหาท่าน ก็จะเข้าถึงท่านได้ทันที
“มาสวนโมกข์ทำไม?” ส่วนใหญ่ท่านจะเริ่มด้วยคำถามประมาณนี้
ถ้าใครตอบว่า “มาเที่ยว”
ท่านก็จะชี้ และแนะให้ไปดูโรงมหรสพทางวิญญาณ
ถ้าใครตอบว่า “มาทำบุญ ทำบริจาค”
ท่านก็จะชี้ไปที่ประชาสัมพันธ์ จะมีพระที่ทำหน้าที่มอบหนังสือธรรมะให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้ที่มา และจำนวนเงินบริจาค
แต่ถ้าใครตอบว่า “มาเพื่อสนทนาธรรม”
ท่านอาจารย์พุทธทาส จะหยุดกิจกรรมทุกอย่าง ถ้าท่านกำลังเขียนหนังสืออยู่ ท่านก็จะวางปากกา สมุด ลงอย่างสงบเย็น แล้วหันมาทางผู้ตอบอย่างเป็นกิจลักษณะ แล้วพูดว่า
“เอ้า... วันนี้จะคุยธรรมะข้อไหนกันดี?”
ท่านจะสละเวลาให้อย่างไม่อั้น สนทนาธรรมจนกว่าคู่สนทนา หรือผู้ปรารถนาในรสพระธรรม จะหมดข้อกังขาไป ... ไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นคนรวยหรือคนจน ชายหรือหญิง (ถ้าเป็นสตรี ท่านมักให้มาด้วยกันอย่างน้อย ๒ คน) มามากคนหรือมาคนเดียว นัดไว้หรือจู่โจม ไม่ว่าจะเป็น ซัมบอดี้ หรือ โนบอดี้ ไม่ว่าจะมีกล้องทีวี มีนักข่าวมาถ่ายทำ หรือไม่มี ท่านพุทธทาสภิกขุไม่เคยใส่ใจ สิ่งที่ท่านทำเสมอคือท่านจะ “สนทนาธรรม” ด้วยความตั้งใจ เมตตา กรุณาต่อพวกเขาเหล่านั้นทุกคน เช่นนี้เรื่อยไป ตลอดจนอ่อนกำลัง และสิ้นอายุขัยท่านเลย
อย่างนี้โยมผู้ทุกข์ใจจึงได้ “ธรรมะโอสถ” จากท่านไปใช้ได้ทันท่วงที ทุกกรณีไป ไม่เห็นจะต้องรอ ๓ เดือน ๔ เดือนเลย
“พระอาจารย์เล็ก” ศิษย์ท่านพุทธทาส รุ่นพระกรรมกรสร้างโรงมหรสพทางวิญญาณ ก็เป็นพระอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเจริญรอยตามอาจารย์ของท่าน ใครก็เข้ากราบ เข้าพบท่านง่ายมาก ส่วนตัวผมเองจะไปพบท่านนั้น ง่ายกว่านัดพบเพื่อนสนิทสมัยเรียน ม.ปลาย เสียอีก ปัจจุบันหลวงตาเล็ก จำวัดอยู่ที่วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี นี่เอง
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นครั้งแรกที่ผมเข้าไปกราบท่าน ก็เพียงเดินเข้าไปอย่างสำรวม ถอดรองเท้าหน้าบันได คลานเข้าไปหน้าประตู จะเห็นป้ายเขียนว่า “เคาะแล้วจะเปิด” ผมก็เพียงเคาะประตู ๒ ก๊อก เท่านั้น ท่านก็จะตะโกนออกมาว่า
“รอเดี๋ยว”
เดี๋ยวของท่าน ไม่ต้องรอถึง ๓ เดือนหรอกครับ เพียง ๑๐ นาทีเท่านั้น ท่านก็เปิดประตู ออกมานั่งบนอาสนะ พร้อมให้เรากราบและเริ่มสนทนาได้เลย
จนบัดนี้นอกจากผมยังแวะเวียนไปมาหาสู่ กราบกรานท่านเสมอ ง่ายๆ ไม่ต้องนัด เพราะท่านไม่มีโทรศัพท์ ไม่รับกิจนิมนต์ ไม่มีเลขาฯ แม้จะมีโรคหลายอย่างในกายท่าน เพราะอายุเกือบ ๘๐ แต่ท่านก็ปฏิเสธไม่รับ พระหรือโยมอุปฐากเลย
จึงอยากจะแนะให้เพื่อนธรรมทั้งหลาย ที่ไม่อยากรอคิวนาน ไม่จำเป็นต้องยึดมั่นในพระดัง แต่มีเรื่องทุกข์ใจจริงๆ หรือต้องการสนทนาธรรมจริงๆ แล้วล่ะก็ ไปกราบหลวงตาเล็กสิครับ คิดวันนี้ แล้วขับรถไปพรุ่งนี้ยังได้เลย อยากพบท่านเร็วหรือช้าอยู่ที่ท่านเอง ไม่ได้อยู่ที่พระอาจารย์แต่อย่างใด เพราะท่านก็นั่ง อย่างว่างเย็นรอโปรดสัตว์ ให้รู้จัก “สุญญตา” อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ทิ้งท้ายด้วยกลอน สบายๆ ละกัน
... สาธุ ...
“พระดัง” คิวยาว น่าเป็นห่วง
ฆราวาส ชอบยึดหน่วง ยึดมั่นไว้
ยิ่งคิวยาว ยิ่งปรารถนา ปักหลักไซร้
โธ่ ทำเป็น ร้านอาหารได้ ยิ่ง (คิว) ยาวยิ่งดี!
รสธรรมะ คงอร่อยกว่า (พระ) คิวสั้น
ท่านคงขลัง หวังได้กราบ เป็นศักดิ์ศรี
กราบแล้วคุย ได้ทั่วราช ประกาศบารมี
ว่ากูนี้ ดีได้กราบ พระท่านดัง
ธรรมของจริง นั่งนิ่ง อยู่ในกุฏ
ไม่สะดุด หูชาวโลก ดังที่หวัง
กลับสะดุด หูผู้มี ปัญญาฟัง
ธรรมแสนสั้น กลับขลัง เปี่ยมพลัง
คิวไม่ยาว คลานไปเคาะ ก็จะเปิด
ธรรมประเสริฐ เปิดใจศิษย์ ไม่บิดผัน
ไม่เลือกชั้น วรรณะ ไม่คอยนาน
๑๐ นาที เท่านั้น ธรรมถึงใจฯ
พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา



