ไลฟ์สไตล์

คนไทยไม่ทิ้งกัน? (2)

คนไทยไม่ทิ้งกัน? (2)

13 พ.ย. 2553

ฉบับที่แล้ว อาจารย์ยักษ์เล่าถึงอุตสาหกรรมสมมติอุตสาหกรรมหนึ่งที่เปลี่ยนฐานคิดจากความเชื่อตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมและการบริหารงานตามทฤษฎีการตลาด สู่การหันมามองอุตสาหกรรมจากฐานคิดใหม่ “อุตสาหกรรมพอเพียง” ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์ยักษ์เรียกว่า Paradigm Shift

  ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมสมมติแห่งนี้เคยเชื่อตามทฤษฎีทางการตลาด จึงส่งผลเป็นการดำเนินงานตามแบบที่ทำกันมา คือ จ่ายเงินล่วงหน้าให้เกษตรกรเพื่อผลิตผลิตผลทางการเกษตรให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อได้ผลผลิตก็เก็บเกี่ยวเข้าโรงงาน แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร ซึ่งการดำเนินการนี้ก็ได้ผลเป็นความมั่งคั่งทางธุรกิจ แต่แม้จะมั่งคั่ง ลึกๆ แล้วเขารู้สึกว่า...ไม่มั่นคง ดังนั้นความรู้สึกไม่มั่นคงนั้นจึงไม่ได้มาจากตัวเลขรายได้ หรือปริมาณการผลิต แต่ความไม่มั่นคงนั้นมาจากส่วนลึกของจิตใจที่ประกอบด้วยหลายเหตุผล ลึกลงไปจนถึงจิตสำนึกที่มีต่อแผ่นดินเกิด ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดจากฐานราก จากเชื่อตามทฤษฎีเศรษฐกิจทุนนิยม สู่ความเชื่อใหม่ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง

 เมื่อรากฐานความคิดเปลี่ยน การกระทำก็เปลี่ยน เขามองเห็นแนวใหม่ของบริษัทที่แน่นอนว่า จะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงขนาดนั้น เขาคงต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมาก เพราะเมื่อเป็นเส้นทางสายใหม่ย่อมยังไม่มีใครเป็นต้นแบบพิสูจน์ให้ได้ว่าจะประสบความสำเร็จแน่นอน 100% แต่เมื่อเขาตระหนักแล้ว จึงต้องลงมือทำทันที... เขาคิดว่า ...เกษตรกรซึ่งผลิตวัตถุดิบป้อนให้แก่โรงงานของเขาไม่จำเป็นต้องปลูกพืชอุตสาหกรรมเต็มทั้งหมดของพื้นที่อย่างปัจจุบันนี้ก็ได้ ปลูกแค่ 70% ของพื้นที่ด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ แล้วทดลองเปลี่ยนสินค้าที่เคยเป็นเคมี สู่สินค้าอินทรีย์


พื้นที่ส่วนที่เหลือจะแนะให้เกษตรกรปลูกป่า 3 อย่าง เพื่อให้ได้ประโยชน์ 4 อย่าง จากนั้นเขาจะสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อทดลองผลิตสินค้าอินทรีย์แบบที่ไม่ทิ้งสิ่งของเหลือใช้ และไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมเลย จะยอมลงทุนเป็นเงินเป็นหมื่นล้าน เพราะเขาเชื่อว่าถ้าจะให้มั่นคงแท้จริง ต้องมั่นคงไปถึงทรัพยากรธรรมชาติและสมดุลนิเวศของโลก

 โรงงานใหม่แห่งนี้จึงจะเป็นโรงงานที่ผลิตพลังงาน 4 ชนิด ครบวงจรสมบูรณ์ คือ หนึ่งผลิตน้ำตาลเพื่อให้พลังงานแก่คน สองผลิตเอทานอลเพื่อให้พลังงานรถยนต์ สามผลิตไฟฟ้าเพื่อให้พลังงานเครื่องจักร และสุดท้ายผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อให้พลังงานแก่ดิน เพราะเขาเชื่อตามหลักที่ว่า “เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช” เมื่อดินกลับมาสมบูรณ์แล้วเกษตรกรที่ผลิตอ้อยอินทรีย์ก็จะได้ผลผลิตดี แม้จะต้องใช้เวลาอยู่บ้าง ซึ่งหากเขาทำสำเร็จจะมีพื้นที่ป่า 3 อย่างที่ให้ประโยชน์ 4 อย่างเพิ่มขึ้นถึงกว่า 1 แสนไร่ จากพื้นที่ปลูกอ้อยรัศมี 5 กิโลเมตรจากโรงงาน อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ป่าที่เพิ่มขึ้นนี้จะได้รับการดูแล และการใช้ประโยชน์หมุนเวียนโดยชาวบ้าน เพราะเป็นป่าในที่ไร่ของเขาเอง และป่านี่แหละที่จะทำให้คืนความชื้นให้แก่ดิน น้ำ และอากาศ
หากเป็นจริงดั่งที่เขาหวั่นใจลึกๆ แล้วว่าโลกนี้กำลังย่างเข้าสู่วิกฤติสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ป่าแห่งนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน ให้ลูกหลานของพนักงาน และลูกหลานของเขาเอง... 

 เล่ามาถึงตรงนี้อาจารย์ยักษ์ขอเฉลยว่า อุตสาหกรรมนี้ย่อมมิใช่อุตสาหกรรมสมมติ แต่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมกลุ่มหนึ่ง ชื่อว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเคเอสแอล โรงงานผลิตน้ำตาลของคนไทย ที่เปลี่ยนฐานคิดสู่เศรษฐกิจพอเพียง เป็นหนึ่งในต้นแบบอุตสาหกรรมพอเพียงที่กำลังพิสูจน์ทฤษฎีใหม่นี้ และ “เขา” คนนั้นชื่อ คุณจำรูญ ชินธรรมมิตร์ ประธานกรรมการบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโมเดลอุตสาหกรรมพอเพียง ที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า “คนไทยไม่ทิ้งกัน” นั้น พูดได้จริง ทำได้จริง และ “ทำได้ทันที”

"อาจารย์ยักษ์ มหา’ ลัยคอกหมู"