
เหตุที่ฉันสนใจกล้วยไม้ (8)
ฉันถือหลักอยู่อย่างหนึ่งว่า งานหลวงไม่ให้ขาด งานราษฎร์ไม่ให้เสีย ช่วงนั้นฉันสามารถทำงานซึ่งทางราชการมอบหมายให้ สิ่งนั้นก็คืองานวิจัยเกี่ยวกับข้าว พืชผักและพืชไร่โดยทั่วไป
มีเรื่องสำคัญอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นและเป็นผลงานที่โดดเด่นจากการปฏิบัติของฉันเอง
ทั้งนี้ ถ้าย้อนกลับมาค้นหาความจริงจากช่วงที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิชาสถิติและการวางแผนวิจัยการเกษตรนั้น นิสิตแทบทั้งชั้นบ่นกันว่าเรียนไม่รู้เรื่อง หลายคนต่างนั่งหลับรวมทั้งตัวฉันเองด้วย
ครั้นกลับมาทำงานวิจัยอยู่ที่แม่โจ้กลายเป็นว่าฉันเป็นคนนำเอาวิชานี้มาใช้ในการวิจัยการเกษตรของเมืองไทยเป็นคนแรก
ทำให้ค้นพบความจริงว่าตัวฉันเองไม่ยอมให้ใครมาสอนหากสนใจเรียนรู้ด้วยตัวเอง หรืออาจกล่าวว่าฉันเป็นคนมีนิสัยหยิ่งในศักดิ์ศรีจึงไม่ยอมให้ใครมาสอน ครั้นเปลี่ยนมาอยู่ในบรรยากาศที่อิสระโดยไม่มีใครสอน ฉันกลับมุมานะที่จะศึกษาหาความรู้ด้วยเอง ซึ่งมันมีผลลึกซึ้งมากกว่าการเรียนภายในชั้นเรียนมาก นี่คือหลักธรรมประจำใจ
เป็นเพราะมีเรื่องกล้วยไม้แฝงอยู่ในจิตใจมาแต่เริ่มแรก ครั้นมาถึงเชียงใหม่ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสแสดงออกอย่างกว้างขวาง ไหนจะอยู่อย่างอิสระ ไหนอยู่ท่ามกลางดงกล้วยไม้พันธุ์ธรรมชาติหรือที่เรียกกันว่า “กล้วยไม้ป่า”
ที่นี่แหละ ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างเด่นชัด โดยที่เริ่มรู้สึกอย่างชัดเจนแล้วว่า “ตัวเองไม่มีความรู้เรื่องกล้วยไม้แม้แต่น้อย” ครั้นจะไปหากล้วยไม้ป่ามาปลูกเพื่อศึกษา ก็ไม่มีเงินจะไปซื้อ ครั้นจะมุ่งไปถามใครหลายคนก็เชื่อไม่ได้
ฉันลงมือทำงานตั้งแต่ฟ้าเริ่มสาง จากนั้นรีบแต่งตัวลงไปจ่ายงานในไร่ เสร็จแล้วก็ลงมือทำงานกับคนงาน แม้แต่การหาบน้ำรดต้นไม้ แบกดิน แบกปุ๋ยขี้วัว ยิ่งถึงช่วงเก็บข้อมูลจากการวิจัยพืชไร่ กลางวันไม่กลับมาทานข้าว กระทั่งมีเอาอาหารไปส่ง กว่าจะกลับถึงบ้านก็พลบค่ำ นี่แหละคือชีวิตการทำงานของฉันซึ่งทุ่มทำให้ทั้งหัวใจ
เปล่าเลย นึกว่าราชการจะรัก กลับตรงกันข้าม เพราะคนงานในไร่รักนี่สิจึงทำให้ถูกหัวหน้าสถานีวิจัยเขม่นอีกแล้ว นี่แหละที่เขาว่า “ได้อย่างหนึ่ง มันก็ต้องเสียอย่างหนึ่ง”
สำหรับฉัน โปรดอย่านึกว่ามันเป็นเรื่องเลวร้าย หากกลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องดี ถ้าเรามองเห็นด้านดีแต่ย่อมมองเห็นความดีเป็นธรรมดา ฉันจึงแก้ปัญหามาได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน นี่แหละ คือการเรียนรู้ธรรมะจากการปฏิบัติ!
"ระพี สาคริก"



