ไลฟ์สไตล์

"นักข่าวที่ดี ก็เป็นเหมือนพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง" 
 ติช นัท ฮันห์

"นักข่าวที่ดี ก็เป็นเหมือนพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง" ติช นัท ฮันห์

10 พ.ย. 2553

วันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ได้ร่วมกิจกรรมทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมหมู่บ้านพลัมในประเทศไทย ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยในการทอดผ้าป่าครั้งนี้จะมีพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี เป็นประธานในพิธี

 ช่วงบ่าย หลวงปู่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถาม ซึ่งขอให้เป็นคำถามที่คิดว่าช่วยเหลือคนได้มากที่สุด จากที่ได้ฟังเพื่อนสื่อมวลชน โดยส่วนตัวเห็นว่าหลายคำถามเป็นคำถามที่ดี แต่พื้นที่นี้ขอนำเฉพาะเรื่องที่ดิฉันได้ถามหลวงปู่ มาเล่าสู่กันฟัง...

 หลังจากได้แนะนำตัว พร้อมบอกสังกัด ดิฉันได้ถามหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ว่า การทำงานของนักข่าวที่ต้องวิ่งแข่งกับเวลา และอ่อนไหวกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เราควรจะทำตัวหรือตั้งสติอย่างไรกับการทำหน้าที่นี้

 หลวงปู่ยิ้ม บอกว่าเป็นคำถามที่ดี แล้วอธิบายด้วยความเมตตา...
 หลวงปู่เล่าให้ฟังว่าตอนที่หลวงปู่เป็นหนุ่ม ก็ตื่นๆ เหมือนกับพวกเรา ท่านเป็นบรรณาธิการให้แก่นิตยสารพุทธศาสนา เวลาเขียนก็จะใช้หลายนามปากกามาก ที่ทำเช่นนั้นก็เพื่อจะมีโอกาสสื่อสารกับคนมากมาย โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่

 เมื่อ 2 ปีก่อนหลวงปู่ได้ไปนำภาวนาที่ประเทศอินเดีย ทาง The Times of India หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวันในอินเดีย ได้นิมนต์ให้หลวงปู่เป็นบรรณาธิการอยู่ 1 วัน ซึ่งวันนั้นเป็นวันครบรอบวันระลึกถึงท่านมหาตมะ คานธี ขณะนั้นได้สรุปกันว่าจะลงบทความเกี่ยวกับเรื่องสันติ หลวงปู่ก็ได้ประชุมกับคณะกรรมาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ 2 ครั้ง ซึ่งในครั้งหลังมีบรรดาพระภิกษุและภิกษุณีร่วมด้วย

 ในการประชุมครั้งที่ 2 ได้เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่ในอินเดีย ซึ่งสั่นสะเทือนขวัญกำลังใจของชาวอินเดียมาก วันนั้นมีนักข่าวถามขึ้นมาว่า เมื่อเรามีโศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นในสังคม เราในฐานะนักข่าวจะมีท่าที หรือมีปฏิกิริยาตอบรับอย่างไรบ้าง

 หลวงปู่ได้ยินคำถาม ได้กลับมาสูดลมหายใจเข้าหายใจออก ตามลมหายใจครู่หนึ่ง ซึ่งในขณะนั้น ในห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนพยายามสะท้อนมองอย่างลึกซึ้ง ถึงสิ่งที่เกิดภายในตัวเอง เหมือนว่าทุกคนได้ร่วมพิจารณาและทำสมาธิร่วมกัน 

 หลังจากนั้นหลวงปู่ได้ตอบประโยคแรกว่า เมื่อเราได้รับการกระทบกระเทือนทางอารมณ์รุนแรงขนาดนี้ ขอให้เราได้มีโอกาสกลับมาดูแลอารมณ์ของตัวเองให้สงบลง ด้วยการใช้พลังแห่งสติ และสัมผัสกับความทุกข์ที่มีอยู่ในตัวทุกคน เพราะความทุกข์ที่มีอยู่ของนักข่าวก็คือความทุกข์ที่สะท้อนออกไปในโลกเช่นเดียวกัน

 หลังจากนั้นเราอาจจะพิจารณาและพยายามเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงมีพฤติกรรมหรือท่าทีเช่นนั้นในยุคสมัยแบบนี้ เมื่อเราสามารถกลับมาสัมผัสความทุกข์ที่เกิดขึ้นในตัวเราได้ ก็จะสามารถสัมผัสความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับอีกฝั่งหนึ่งได้ โดยเฉพาะกับผู้ก่อการร้ายเหล่านั้น พวกเขาคงจะเป็นทุกข์อย่างมหาศาล มีความโกรธ ความเกลียด ความต้องการที่จะลงโทษคนอื่นเป็นอย่างยิ่ง

 เพราะว่าพวกเราทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธ ความกลัว ความเกลียด ความท้อแท้สิ้นหวัง ถ้าเราปล่อยให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นได้รับการรดน้ำอยู่เสมอ เราก็จะตกเป็นเหยื่อของเมล็ดพันธุ์ไม่ดี ซึ่งจะเป็นอันตรายมาก ถ้าคนในสังคมส่วนใหญ่มีพลังเช่นนั้น จนกลายเป็นพลังร่วมในสังคม

 ถ้านักข่าวสามารถที่จะเข้าใจในสถานการณ์นั้น ก็จะเขียนด้วยความกรุณา ด้วยความเข้าใจ ด้วยความรัก การเขียนก็จะช่วยคนอื่นและช่วยสังคมได้ นักข่าวควรจะเขียนในวิถีที่ทำอย่างไรที่จะปกป้องไม่ให้เกิดความเกลียด ความท้อแท้เกิดขึ้น

 นักข่าวสามารถที่จะเขียนบอกความเป็นจริงได้ และช่วยให้คนอ่านเกิดความเข้าใจ เกิดความรัก และกรุณาต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นหลวงปู่คิดว่านักข่าวทุกคนควรมีวิถีชีวิตประจำวันที่บ่มเพาะความสุข ความสงบ ความสันติ ความเมตตากรุณา และความเข้าใจอยู่เสมอ เพราะการมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขนั้นสำหรับคนทั่วไปก็ขึ้นอยู่ที่วิธีการมอง วิธีการเขียนข่าวของนักข่าวทั้งหลาย

 หลวงปู่เล่าต่อว่า ในประเทศทางแถบตะวันตก มีนักข่าวที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับการเจริญสติ เจริญสมาธิมากมาย และหลวงปู่ก็จะขอให้นักข่าวร่วมอบรมร่วมภาวนา 5 วัน หรือ 7 วัน หลังจากที่เขาร่วมอบรมแล้ว เขาก็มีความสามารถเขียนข่าวดีขึ้น

 หลวงปู่คิดว่าเราเป็นนักข่าวที่อยู่ในเมืองพุทธศาสนา นักข่าวที่นี่คงมีพื้นฐานหรือเบื้องหลังที่เป็นชาวพุทธ เพราะฉะนั้นก็ควรจะจับกลุ่มสังฆะ ที่จะร่วมกันภาวนาเพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความสุข สงบ ความเข้าใจ ความเมตตากรุณา เมื่อเราสามารถฝึกปฏิบัติเราก็จะสามารถดูแลความรู้สึก ดูแลอารมณ์ ดูแลร่างกายของเราได้ ก็จะเกิดความเข้าใจ พลังเหล่านั้นจะทำให้เราเขียนและรายงานข่าวได้ดี และเราสามารถช่วยคนได้มากมายในสังคม เราก็จะเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง

 ท่านเห็นว่าเราก็สามารถเป็นพระโพธิสัตว์ได้...
 นักข่าวเองก็สามารถเป็นผู้ปกป้องผืนโลกและสิ่งแวดล้อมได้ 
 นักข่าวไม่ควรพูดหรือเขียนเฉพาะการปกป้องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เราควรจะดำเนินชีวิตและจัดการชีวิตของเราให้เห็นการปกป้องสิ่งแวดล้อมด้วย ถ้าเราทำเช่นนั้น การเขียนหรือการพูดก็จะช่วยคนได้มากมาย ยิ่งถ้าเราทำให้บรรดาองค์กรต่างๆ มีวิธีทำงาน และการดำเนินธุรกิจ ที่จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม มุ่งหวังให้มีการอยู่ดีเป็นสุข มากกว่ากำไรด้านเงินทอง ถ้าทำได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีต่อบริษัทหรือคนที่อยู่ร่วมกับเขา ทำให้ได้กำไรมากกว่าเงินทองด้วยซ้ำ 

 หลวงปู่ยกตัวอย่าง หมู่บ้านพลัม ซึ่งเป็นองค์กรทางจิตวิญญาณ มีคณะนักบวช และสมาชิกหลายร้อยท่าน เราได้จัดการภาวนาอยู่เสมอ ได้เดินทางไปเผยแพร่ในหลายๆ ที่ แต่เราไม่สามารถตอบรับได้ทั้งหมด แต่ทุกครั้งที่ได้ไปสอนหรือจัดงานภาวนา สิ่งที่เป็นกำไรที่ได้มาก็คือความสุขที่ได้ช่วยคนอื่น ได้เห็นรอยยิ้ม นี่คือกำไรอยู่ในกายและใจ ไม่ใช่การหาเงินหาทองเหมือนนักธุรกิจทั่วไป   

 หลวงปู่บอกต่อว่า พระพุทธศาสนาเป็นมรดกที่งดงามและมีคุณค่ามากในประเทศนี้ ถ้าเราทุกคนรู้วิธีที่จะไปขุดเจาะลึกในมรดกเหล่านี้ ก็จะสามารถค้นพบเพชรน้ำงามมากมาย ที่เราจะนำมาใช้แก้ปัญหาในสังคม และนำความสุขมาให้

 เถรวาทในประเทศไทยนั้นมีความสมบูรณ์เพียบพร้อมอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปยืมศาสนาจากที่อื่น เราเพียงแต่กลับไปสู่มรดกทางพุทธศาสนาที่เรามีอยู่แล้ว ออกมาช่วยสอนคนอื่น ช่วยแก้ปัญหาและตอบรับความทุกข์ที่เขามีอยู่ได้

เรื่อง... "นันพทร ไวศยะสุวรรณ์"

ภาพ... "กฤษณะ คล้ายทิน"