
เล่นหูเล่นตา-บ่ง่อม
หนาวแล้ว...บรรยากาศน่าหาผัวเนอะ
เสียง "ท็อป" ดารณีนุช ยังคงก้องอยู่ในหูของฉันทุกครั้งที่หน้าหนาวมาถึง...อากาศเย็นลง ฟ้าที่เคยสาดแสงจ้าในตอนกลางวัน พอบ่ายคล้อยมุ้งหมอกก็คอยจับตัวกันมาครอบคลุมบรรยากาศให้ดูขมุกขมัวสลัวจิต ผลักความคิดให้หมกมุ่นอยู่กับตัวมากกว่าวุ่นวายกับเรื่องชาวบ้านอย่างที่เคยเป็น มองไปทางไหนก็ทั้งหนาว ทั้งพร่ามัว...น่าหาผัวจริงๆ นั่นแหละ!
คิดแล้วก็คิดอีก ติดกับดักความคิดของตัวเอง ช่างเป็นฤดูกาลแห่งอาการดราม่าโดยแท้ เดี๋ยวก็เหงา เดี๋ยวก็เศร้า ยิ่งไม่มีใครให้ซบแล้ว...ชีวิตตัวคนเดียวช่างโหดร้าย (ขึ้นมาซะงั้น) ...เอ่อ ...อย่าเพิ่งน้ำเน่านักเลย เดี๋ยวก็หน้าร้อนแล้ว ไอ้ที่เอามาแก้เหงาตลอดซีซั่นหนาวจะให้เอาออกไปทิ้งที่ไหนผัวนะไม่ใช่เอเอฟถึงเวลาก็จะได้ออกจากบ้านไปรอซีซั่นใหม่เข้ามา ...วุ้ย! แค่คิดก็หงุดหงิดแล้ว เปิดประตูแล้วโผล่หน้าออกไปเผชิญกับความจริงในชีวิตจะดีกว่า นี่ก็ทั้งน้ำท่วม ทั้งพายุ ผู้คนลำบากไร้ที่อยู่ บางรายเสียชีวิตแค่นี้ความคิดที่จะมีคนแปลกหน้าเข้ามาตอนหน้าหนาวก็หดเล็กลงเท่านิ้วก้อยเท้าข้างซ้ายแล้ว จะเอาอะไรกันนักหนาอยากให้ความรักนักก็ออกไปบริจาคเงินทองและสิ่งของช่วยเหลือผู้คนโน่น อย่ามัวนั่งง่อมเหงาอยู่กับตัว เมื่อไหร่ที่เรารู้จักให้เราจะได้รู้จักกับรักที่ไม่ครอบครองและยึดติด ฟังดูดีเนอะ ..เหมือนคนคนนั้นทั้งสวยและแสนดี (มีซะที่ไหน?)
เมื่อใดที่ความเหงาจากหน้าหนาวเข้ามาจับตัวอยู่ในหัวใจ แต่ละคืนที่ฟ้ามืดช่างคืบคลานอย่างเชื่องช้า อยากให้สางไวๆ จะได้ตื่นออกไปหา … เงิน! (มีเงินก็หาผัวได้ง่ายขึ้น ถึงเงินจะซื้อไม่ได้ทุกอย่าง แต่เงิน ...ก็ทำให้ได้มาง่ายขึ้น ...อย่ามาเถียงสิ!) เพ้อจนหลับไปไม่เท่าไหร่ก็ต้องตื่นแหกขี้ตาตาลีตาเหลือกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวออกไปหากิน … เฮ้อ! เวลาเพ้อช่างสั้นนัก
จับเครื่องไปลงเชียงใหม่ (อีกแล้ว) ครั้งที่ร้อยเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่เคยเบื่อไม่ใช่เพราะมีหนุ่มเหนืออู้คำเมืองจะอั้นจะอี้จะปี้จะน้อง แต่เพราะวัฒนธรรมและความเจริญที่กลมกลืนกันอย่างหาที่ใดพอดิบพอดีแบบนี้ได้ในสยาม การทำงานจึงกลายเป็นเรื่องรอง เรื่องแรกก็คือ … เรื่องกินเจ้าเก่าต้องแวะป๊ะกั่นแฮ๋ม เจ้าใหม่ก็ต้องไปชิม เป็นอาการมันปากเสียยิ่งกว่าร้องเพลง ทั้งกินทั้งเม้าท์กับเจ้าของร้านได้ทั้งความอร่อยและความหลังของแต่ละร้าน … นี่แหละสำคัญ!
“เอากลับบ้านอย่างละ 100 ชิ้น แยกน้ำจิ้มให้ด้วยนะ” (อย่ามาว่าฉันตะกละ ฉันเอากลับกรุงเทพฯ ย่ะ)
ฉันสั่ง “ตือคาโค” เจ้าอร่อยที่ใครๆ รู้จักดีในชื่อ “ตือคาโคประตูเชียงใหม่” อยู่ตรงข้ามกับอัมรินทร์ อาบอบนวด ใกล้ตลาดต้นพยอม ถนนเส้นสนามบินเก่า เจ้านี้เจ้ามดเพื่อนคนเชียงใหม่มันพามาชิมตั้งแต่ครั้งแรกที่รู้จักกัน อันว่า “ตือคาโค” นั้นคือเผือกทอด เต้าหู้ทอด แบบที่มีขายหน้าเทศกาลเจนั่นแหละ แต่ที่นี่เขาไม่ขูดเผือกเป็นเส้นฝอยๆ อย่างใครเขา เขาหั่นเผือกเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าแล้วผสมแป้งใส่พิมพ์เป็นวงกลมเอาไปทอด กัดกิน 2 คำก็หมด เต้าหู้ทอดก็กรอบนอกนุ่มในที่จะทำให้ขาดใจได้หากขาดไปก็คือน้ำจิ้มสูตรดั้งเดิมของร้านนี้ที่ทำมา 30 ปีแล้ว เป็นน้ำข้นๆ เหนียวๆ สีเข้มๆ รสเปรี้ยว หวาน เผ็ด โรยถั่วป่นลงไปบนหน้าก่อนจิ้ม เผือกกรอบๆ หอมๆ กับน้ำจิ้มข้นๆ บอกไม่ถูกรู้แต่ว่ามาทีไรต้องยืนกินหน้าร้านแบบนี้ทุกที ไม่ได้ขี้ตะกละแต่มันได้อารมณ์ อากาศหนาวๆ ของทอดร้อนๆ อร่อย! น้ำตาจะไหล คือว่าฉันเป็นคนซึ้งง่ายแต่ไม่อ่อนไหวสักเท่าไหร่ อะไรที่เลิศๆ ดีๆ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ผู้คน หรือหมาสักตัว ถ้าโดนต่อมก็น้ำตาไหลได้ ยกเว้นเรื่องผู้ชายน้ำตาไม่ไหล แต่น้ำลายไหลแทน วัยนี้แล้วจะใจอะไรนักหนาสวยไม่สวยก็จ่ายเท่ากัน
“ทำไมถึงเรียกมันว่า ตือคาโค” ฉันถามเจ้าของร้าน 2 ศรีพี่น้อง
“คือทีแรกเขาทำมาเป็นท่อนเหมือน ตือคา (ขาหมู) แล้วหั่นออกเป็นแว่นๆ โค แปลว่า แว่นหรือแผ่นบางๆ ก่อนเอาไปทอด ก็เลยเรียกว่า ตือคาโค คือ ขาหมูที่หั่นเป็นแว่น …”
อ๋อ … แสร้งว่างี้ออกแนวคล้ายๆ ไอ้ชื่อที่ไม่ตรงกับตัวทำฉัน ’รมณ์เสียมาหลายทีแล้ว โดยเฉพาะ “ไก่สามอย่าง” ลองสั่งมากินครั้งแรกเรียกพนักงานมาโวยวายไม่จบสิ้นไม่เห็นมีไก่สักชิ้นใครตั้งชื่อฟะอยากตามไปด่า คนหลงสั่งไปกินกี่รายแล้วเนี่ย!
“ทำไมถึงมาขายตือคาโค”
“ก็เริ่มจากแม่ทำกินกันเองที่บ้าน บ้านรับซ่อมมอเตอร์ไซค์อยู่ที่ประตูเชียงใหม่ มีอยู่ปีหนึ่งชนกับลอยกระทงก็เลยลองทำออกมาขายเล่นๆ หน้าร้าน 30 ปีที่แล้ว หนู 2 คนยังเรียนประถมอยู่เลย ป.4 กับ ป.6 ขายชิ้นละ 50 สตางค์ พอเก็บร้านเอาเงินมานับ ได้ตั้ง 400 กว่าบาทแน่ะ เลยทำขายต่อเลย ตอนนี้มี 2 สาขา ที่ประตูเชียงใหม่กับกาดก้อม”
“ทำไมไม่ทำขึ้นห้างไปเลย”
“ก็มีคนมาชวนเหมือนกัน แต่ไม่มีคนช่วยทำ หนู 2 คนกับลูกน้องทำกันแค่นี้ ไม่มีทายาทสืบทอด ไม่มีใครแต่งงานเลยสักคน พี่น้อง 4 คน ผู้หญิง 2 กะเทย 2”
ถึงตรงนี้ฉันหัวเราะก๊าก มองหน้าคนเล่าที่เล่าหน้าตาเฉยๆ เสียงเรียบๆ เหมือนไม่แปลกตรงไหน
“อยู่ด้วยกันเป็นคู่ๆ ผู้หญิงนอนห้องเดียวกัน ผู้ชายก็นอนห้องเดียวกัน มันเลยชวนกันเป็นกะเทย ทีแรกที่บ้านรับไม่ได้เลย ตามล่าตามฆ่าน้องกะเทย 2 คนนี้ตลอด แต่ตอนหลังคิดได้ว่าแค่เป็นคนดีก็พอ กะเทยพี่ตั้งใจเรียนได้เกียรตินิยมทำงานแผนกการตลาดของบริษัทจิวเวลรี่ ต้องไปติดต่องานที่ต่างประเทศบ่อยๆ นี่เขาก็ส่งตังค์กลับบ้านทุกเดือนนะ...”
พี่สาวโสดพูดถึงน้องชายกะเทยด้วยความปลาบปลื้มและเข้าใจในตัวตนของน้อง ถึงตรงนี้ฉันก็ซึ้งซ่านขึ้นที่รูจมูก...“จะเป็นอะไรก็เป็น ขอให้เป็นคนดี” ความเข้าใจและการส่งเสริมกันในทางที่ดีจะช่วยทำให้คนในครอบครัวทุกคนไม่เป็นปัญหาของบ้านและสังคม
พอฉันถามถึงการคิดคำนวณต้นทุนและการขยายสาขา เจ้าของร้านบอกว่าไม่อยากทำอะไรที่เป็นตัวเลขมากเกินไป มันไม่มีความสุขและไม่สนุก เอาแค่พอเพียง … แต่ความที่ไม่ชอบคิดถึงตัวเลขก็ทำให้ร้านนี้ขาดทุนกำไรต่อเนื่องเป็นปีมารู้อีกทีว่าของแพงขึ้นแต่ขายราคาเท่าเดิม คุณภาพเท่าเดิมจึงมาขึ้นราคาเมื่อไม่นานมานี้เป็นชิ้นละ 2 บาท
ฉันหอบตือคาโคเจ้านี้มาถึงกรุงเทพฯ ทอดอีกรอบจนกรอบ (เจ้าของร้านทอดพอเหลืองเผื่อไว้ทอดรอบ 2) กินกันอร่อยทั้งบ้าน แล้วความรักของคนในบ้านก็ทำให้ความเหงากับความหนาวไม่รวมตัวกันในวันหนึ่ง
ป.ล.
บ่ง่อม แปลว่า ไม่เหงา
ตือคาโค สาขากาดก้อม 0-5320-6030



