ไลฟ์สไตล์

คาราวานเอเชียน-จีนมิตรภาพบนเส้นทางแห่งขุนเขา

คาราวานเอเชียน-จีนมิตรภาพบนเส้นทางแห่งขุนเขา

07 พ.ย. 2553

เมื่อความต้องการของหลายๆ คนมาตรงกัน โดยมีจุดมุ่งหมายจะร่วมเดินทางไปบนเส้นทางที่มุ่งหน้าเพื่อสัมผัสเมืองในนิยายผจญภัย นามว่า "แชงกรี-ล่า" คาราวานสี่ล้อจึงเริ่มขึ้นโดยที่มีผู้สนับสนุนมากมายทั้งภาครัฐและเอกชน อย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เงินล่วงหน้าจาก

คณะของเราใช้เส้นทางออกจากประเทศไทยที่ด่านเชียงแสน จ.เชียงราย ข้ามแม่น้ำโขงสู่ขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ความคุ้นเคยในการขับรถในประเทศไทยต้องพักเอาไว้ก่อนปรับความเคยชินจากขับชิดซ้ายมาเป็นขับชิดขวา ใช้เส้นทาง R3A ระยะตลอดเส้นทางไม่เกิน 250 กิโลเมตร มีการประมูลแบ่งความรับผิดชอบการสร้างทางเป็น 3 ช่วง ถนนลาดยางแล้วเสร็จพร้อมๆ กัน แต่ถนนบางช่วงเสียหายอย่างหนักต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ก่อนผ่านเข้าด่านโมฮาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน

 ถึงแม้เส้นทางในมณฑลยูนนานจะปรับปรุงเป็นทางด่วน สร้างสะพานจากสันเขาลูกนี้ถึงสันเขาลูกถัดไป ซึ่งบางสะพานเสาเตาหม้อสูงถึง 180 เมตร แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมการก่อสร้างของจีน ภูเขาที่ขวางกั้นก็เจาะภูเขาวิ่งผ่านอุโมงค์ อุโมงค์แล้วอุโมงค์เล่า แทบไม่ต้องวิ่งอ้อมภูเขาให้เสียเวลา แต่เส้นทางทั้งหมดยังไม่สามารถครอบคลุมทุกพื้นที่ ยังคงต้องใช้เส้นทางเดิมเหลือเส้นทางการจราจรเพียง 2 ช่องทางเป็นหลัก

 ตั้งแต่เมืองลี่เจียงถึงเมืองจงเตี้ยน ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร ปลายทางที่ระดับความสูงกว่า 3,000 เมตร ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาเสียส่วนมาก การที่ใช้รถพวงมาลัยขวากับการขับชิดขวาทำให้ทัศนวิสัยในการตัดสินใจไม่เหมาะสมเท่าที่ควร ดังนั้นตำแหน่งหน้าซ้ายต้องรับหน้าที่เป็นระบบนำแซงและสัญญาณวิทยุสื่อสารจากเพื่อนๆ สมาชิกคาราวานทางเดียวกัน เพราะเส้นทางนี้ที่เต็มไปด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถทัวร์

 ระยะทางกว่า 2,500 กิโลเมตร ด้วยรถกระบะวีโก้ เครื่อง 3000 ซีซี เกียร์ออโต้ แม้จะมีปัญหาเครื่องรอจังหวะบ้าง เมื่อเจอสภาพอากาศบางเบาบนที่ราบสูง แต่ก็ยังสามารถพาเรามาถึงจุดหมายที่แชงกรี-ล่า ดินแดนในฝันของนักเดินทางหลายคนอย่างปลอดภัย ที่นี่ไม่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านเหมือนเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ อย่าง เชียงรุ้ง คุนหมิง ต้าหลี่ หรือแม้กระทั่งลี่เจียง ตามเส้นที่ได้ผ่านมา

 แสงแดดยามเย็นสาดส่องกระทบบ้านไม้ย่านเมืองเก่าของจงเตี้ยน เด่นชัดตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ที่อยู่อาศัยกลายเป็นร้านรวงต้อนรับนักท่องเที่ยว ยาวตลอดสองฟากถนนคนเดินในกลิ่นอายแบบทิเบต พระลามะ เดินปะปนอยู่กับผู้คนทั่วไป ผู้คนดูเป็นมิตร แต่ยังยากที่จะสื่อสารด้วยภาษากลาง ถึงอย่างนั้นก็ไม่ยากเกินไปนักสำหรับภาษาท่าทาง รสชาติของเนื้อจามรีย่างร้อนๆ ช่วยหยุดความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้

 ความสูงของยอดเขา หุบเขาพระจันทร์สีฟ้า 4,850 เมตร เป็นจุดสูงสุดของการเดินทางในทริปนี้ ถึงแม้รถไม่สามารถขับขึ้นไปได้ แต่ความพยายามของมนุษย์ก็ช่างพาเราขึ้นมาถึงด้วยกระเช้าไฟฟ้า อาการเหนื่อยง่ายหายใจไม่ทัน ทำให้หลายคนรับรู้ถึงสภาพออกซิเจนน้อย

 มุมมองจากยอดเขาไปยังยอดเขาที่เตี้ยกว่าแบบไม่มีฉากกั้นในแบบพาโนรามากว้างสุดสายตา สร้างความประทับใจแบบไม่สามารถเปรียบเทียบกับมุมในแบบเดียวกันที่เคยสัมผัสก่อนหน้านี้ได้ เสียดายที่ธารน้ำแข็งบนยอดเขาช่วงนี้มีเหลืออยู่เป็นหย่อมๆ จึงอดสัมผัสความหนาวเย็นท่ามกลางน้ำแข็งขาวโพลน ข้อจำกัดทางเวลาทำให้มีโอกาสอยู่บนที่สูงขนาดนี้ได้ไม่นานเท่าที่ใจอยากจะชดเชยระยะเวลาที่ฝ่าฟันโค้งแล้วโค้งเล่านับพันนับหมื่นโค้ง จนมายืนกอดลมหนาวบนที่นี้ได้

 ภาพวัดซงจ้านหลิน สะท้อนทะเลสาบนิ่งราวกับกระจกบานใหญ่ สะท้อนความศรัทธาของชาวทิเบตที่มีต่อพุทธศาสนา โดยจำลองสัดส่วนของพระราชวังโปตาลาศูนย์รวมจิตใจของชาวทิเบตมาไว้ที่นี่ ชาวทิเบตนิยมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยชาเนยจามรี เนยจามรีย่าง และข้าวบาเลย์คั่ว อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งพลังงานชั้นดีในการสู้ความหนาวของคนที่นี่ 

 การใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเข้าใจธรรมชาติ ศิลปะไม้แกะสลัก เสาบ้านขนาดคนโอบ ช่วยให้เกิดความรู้สึกปฏิเสธความเจริญและกองทัพผู้คนที่กำลังกรีธาทัพเข้ามายังที่นี่ แต่ทุกสิ่งต้องพัฒนาไป เพียงขอให้เกิดไปแบบคู่ขนานกับเสน่ห์ที่น่าหลงใหลนี้ บันทึกทุกอย่างที่ผ่านเข้าอย่างง่ายๆ ผ่านประสาทสัมผัส โดยห้ามไม่ให้เสียดายที่ต้องจากมาไว้ไม่ได้

กิตตินันท์ รอดสุพรรณ