
'บริการฉับไว'ใช้ขรก.อิเล็กทรอนิกส์
โอดครวญกันมาทุกยุคสมัยเรื่องปัญหาความล่าช้าของระบบราชการ แถมบางเรื่องกว่าจะดำเนินการเสร็จยังต้องตระเวนเดินทางไปติดต่อเสียหลายหน่วยงาน
เอาละ อดใจรอกันอีกหน่อยไม่เกิน 5 ปี พอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารคลอดแผนจัดทำมาตรฐานข้อมูลแห่งชาติ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐและงานบริการภาคประชาชนเสร็จเรียบร้อย ประชาชนผู้ใช้บริการก็สามารถทำธุรกรรมผ่านโครงข่ายข้อมูลออนไลน์ของระบบราชการไทย ไปสถานที่ราชการแห่งเดียวทำได้ครบทุกอย่าง
รศ.ดร.อัศนีย์ ก่อตระกูล หัวหน้าโครงการพัฒนากรอบแนวทางการเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ระยะที่ 4 บอกว่า ตัวแผนดำเนินการสำหรับผลักดันให้ประเทศไทยเกิดโครงการพัฒนากรอบแนวทางการเชื่อมโยงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติออกแบบเสร็จแล้ว โดยตั้งเป้าใน 5 ปีงานบริการจากภาครัฐถึงภาคประชาชนจะเป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว
“การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างองค์กรของรัฐเพื่อนำไปสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการจากภาครัฐที่สะดวกรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ร่วมกันระหว่างองค์กรที่มาจากมาตรฐานเดียวกัน ที่ผ่านมาเวลาจะติดต่อประสานงานในบางเรื่องอาจต้องเดินทางไปยังหลายสถานที่กว่าจะดำเนินการเสร็จในเรื่องเดียว” หัวหน้าโครงการกล่าว
โครงการดังกล่าวดำเนินการมาตั้งแต่ 2550 โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณโครงการ ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการโครงการมาตรฐานข้อมูลแห่งชาติ หน่วยงานกำกับดูแลมาตรฐานข้อมูลแห่งชาติ และมาตรฐานสำหรับให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นแนวทางในการเชื่อมโยงข้อมูล
แผนดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เริ่มจากการตั้งสถาบันด้านมาตรฐานข้อมูลแห่งชาติ ทำหน้าที่สร้างมาตรฐานข้อมูลแห่งชาติ โดยใช้ข้อมูลองค์ความรู้ด้านการมาตรฐานจัดทำมาตรฐานใน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ มาตรฐานข้อมูลกลาง มาตรฐานข้อมูลร่วม และมาตรฐานเฉพาะโดเมนหรือเว็บไซต์ที่ตรงกัน
ข้อมูลมาตรฐานกลางช่วยให้การค้นหาประวัติผู้มาใช้บริการภาครัฐทำได้สะดวกและไวขึ้น เพราะจะเก็บข้อมูลพื้นฐาน เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ปีภาษี ปีงบประมาณ ข้อมูลองค์กร ข้อมูลส่วนบุคคล ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลรวมถึงวันที่และเวลาไว้เป็นหลักฐานเพื่อง่ายต่อการสืบค้นและดึงมาใช้งานภายใต้มาตรฐานข้อมูลร่วมต่อไป
โครงการดังกล่าวกระทรวงไอซีทีมีหน้าที่สร้างแนวทางให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้ โดยอนาคตสิ่งที่จะเกิดตามมาคือ การสนับสนุนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างองค์กรทำได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อให้งานบริการภาครัฐเข้าถึงตัวประชาชนอย่างไรให้เร็วที่สุด จากหน่วยงานที่ใกล้ตัวประชาชนที่สุดได้นั่นเอง
ตัวอย่างเช่น ในด้านการเกษตร หากที่นาของนายแดงเกิดน้ำท่วม หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะทำการสำรวจพื้นที่โดยรอบที่ได้รับความเสียหาย จากนั้นประสานงานกับ อบต. หรือ อปท.ที่รับผิดชอบให้เข้าไปช่วยเหลือชุมชนของนายแดงจากข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ภายในเวลาอันสั้น โดยองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องรับทราบการแก้ปัญหา และลดปัญหาการทำงานทับซ้อนจากหลายองค์กรในเวลาเดียวกัน
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ หน่วยงานด้านความมั่นคงสามารถใช้ข้อมูลประวัติอาชญากรร่วมกัน ในการดำเนินคดีอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สำหรับปี 2554 สิ่งที่จะได้เห็นจากโครงการคือการสร้างกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศร่วมกัน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้งานสารสนเทศกลุ่มเกษตร การศึกษา และสาธารณสุข เพื่อให้งานบริการด้านข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐเข้าถึงกลุ่มประชาชนได้เร็วและเบ็ดเสร็จในจุดเดียวอย่างเป็นรูปธรรม
“ที่ผ่านมาแต่ละองค์กร พยายามพัฒนาฐานข้อมูลขึ้นเอง แต่การนำข้อมูลมาใช้งานร่วมกันยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำให้บางครั้งการเชื่อมโยงหรือแลกเปลี่ยน ส่งต่อข้อมูลระหว่างองค์กร รวมถึงการเก็บข้อมูลเชิงสถิติระดับประเทศต้องใช้เวลาแปลงข้อมูลมากกว่าปกติ เนื่องจากรหัสที่ใช้ในการเก็บข้อมูลที่ต่างกัน” รศ.ดร.อัศนีย์กล่าว
ประโยชน์ที่เกิดจากโครงการดังกล่าวคือ ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็ว โดยในส่วนของภาครัฐจะทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูล การทำธุรกรรม การจัดทำนโยบายโครงการ หรือการจัดสรรงบประมาณสำหรับหน่วยงานของรัฐมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แผนระยะยาวโครงการดังกล่าว จะขยายผลไปยังกลุ่มผู้ใช้สารสนเทศร่วมกันในด้านอื่นต่อไปด้วย เช่น สิ่งแวดล้อม การคมนาคม เศรษฐกิจ สารสนเทศภูมิศาสตร์ ความมั่นคง และด้านพลังงานต่อไปภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อให้งานบริการ และการช่วยเหลือประชาชนทำได้ไวที่สุด
กานต์ดา บุญเถื่อน



