
คลิก...เปิดมุมมองเยาวชนชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
ทุกชุมชนมีศักยภาพที่จะผลิตสินค้าที่มีความหลากหลายตามสภาพพื้นที่ ซึ่งจะทำให้สามารถอาศัยอยู่ในชุมชนได้อย่างยั่งยืน เพราะการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต้องมาจากชุมชน เพียงแต่ยังขาดองค์ความรู้บางอย่างที่จะช่วยให้สินค้าประสบความสำเร็จ จึงจำเป็นต้องเติมเต็ม
น.ส.เกศรา อมรวุฒิวร ผู้จัดการโปรแกรมนวัตกรรมการศึกษาเพื่อเยาวชน สถาบันคีนันแห่งเอเชีย บอกว่า นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันคีนันแห่งเอเชีย และบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกันจัดโครงการ “ธุรกิจเพื่อสังคมด้วยเยาวชนมืออาชีพ” ด้วยการจัดค่ายอบรมให้แก่เยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและเยาวชนจากชุมชนที่มีการผลิตสินค้าจาก จ.พังงา ขอนแก่น เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ประมาณ 60 คน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มหัตถกรรม กลุ่มผ้าบาติก กลุ่มข้าวฮาง และกลุ่มผักเกษตรอินทรีย์
“ธุรกิจเพื่อสังคมคือกิจการที่ริเริ่มจากการเห็นปัญหาสังคมบางอย่างที่อยู่รอบตัวแล้วเกิดการรวมตัวกันของชุมชนกลายเป็นวิสาหกิจชุมชน ดำเนินการผลิตสินค้าและจำหน่ายโดยชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้ประโยชน์ ซึ่งอาจมีการดำเนินการในหลากหลายรูปแบบ” น.ส.เกศราอธิบายนิยาม
ทว่า น.ส.เกศรา บอกว่า ปัจจุบันกลุ่มชุมชนต่างๆ ยังขาดองค์ความรู้ที่จะทำให้ธุรกิจเป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างน้อย 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ขาดมุมมองด้านธุรกิจ โดยเฉพาะเรื่องการตลาด 2.ขาดองค์ความรู้และการวิจัยที่จะใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และ 3.ขาดทักษะการเข้าติดต่อประสานงาน สิ่งที่ขาดเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็ม จึงจะช่วยให้ชุมชนยืนอยู่ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งเยาวชนเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจชุมชนที่ตนอาศัยเป็นที่ยอมรับมากขึ้น เนื่องจากเยาวชนมีพลังและกระตุ้นให้มีจิตสำนึกเพื่อชุมชนได้ง่าย มีความคล่องตัว จึงเหมาะที่จะเป็นตัวเชื่อมชุมชนสู่ตลาดโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อ
การอบรมตลอด 9 วัน เยาวชนทุกคนจึงได้รับความรู้เพิ่มเติม เริ่มจากการสร้างแรงบันดาลใจซึ่งมีนักธุรกิจเพื่อสังคมมาเล่าประสบการณ์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ๆ การเรียนรู้ทักษะการขายและการตลาดจากพนักงานมืออาชีพของบริษัทไมโครซอฟท์ และได้ลงตลาดจริงหลากหลายรูปแบบทั้งระดับบนและล่าง ที่สำคัญ เยาวชนลงมือขายสินค้าที่ผลิตในชุมชนเอง ก่อนนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุการขาดทุนหรือกำไร ปิดท้ายด้วยการเรียนรู้การนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มช่องทางตลาดให้แก่สินค้า จากนั้นลงพื้นที่ชุมชนจริงเรียนรู้ต้นกำเนิดของสินค้าชุมชนที่บ้านถลุงเหล็ก อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น และที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
“ทั้งหมดทั้งมวล ต้องการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่เยาวชนและคาดหวังว่าจะมีจิตสำนึกที่ดีต่อชุมชนที่อยู่ เห็นโอกาสที่สามารถสร้างรายได้จากอาชีพในท้องถิ่นของตนเอง เป็นผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ที่มีจิตอาสาและรักชุมชน เพราะตอนนี้เยาวชนมองอาชีพแค่การเป็นพนักงานบริษัทหรือรับราชการ ทำให้บางครั้งไม่เห็นโอกาสในการทำงานในชุมชนหรือบ้านเกิด” น.ส.เกศรา กล่าวอย่างเชื่อมั่น
น.ส.นารีรัตน์ จันทร์ศิริเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมเพื่อชุมชน บริษัท ไมโครซอฟท์ กล่าวว่า การให้ความรู้ด้านไอทีกับเยาวชนเพื่อนำกลับไปใช้พัฒนาสินค้าชุมชน เน้นการใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊กที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน และการใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์เพาเวอร์พอยท์ 2010 เพื่อนำเสนอสินค้าและผลงานของชุมชนให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าได้เห็นภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นช่องทางการขยายโอกาสให้สินค้าท้องถิ่นเป็นที่รู้จักและมีตลาดในวงกว้าง
ภายหลังเสร็จสิ้นการอบรม "แมว" นางวิชชุณี ปอคำ ตัวแทนเยาวชนสินค้าหัตถกรรม ชุมชนปะหล่อง(บ้านทรายขาว) อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า สินค้าที่ชาวบ้านในชุมชนผลิตส่วนใหญ่เป็นงานทอผ้า ซึ่งจะนำไปฝากขายในรีสอร์ทต่างๆ มียอดจำหน่ายแต่ละเดือนไม่มาก เพราะไม่ได้มีช่องทางการตลาดในรูปแบบอื่น แต่เมื่อมีความรู้เกี่ยวกับการที่จะต้องบริหารสินค้าอย่างไรแล้ว คิดจะทำแคตตาล็อกสินค้าเผยแพร่ทางเว็บไซต์ให้ลูกค้าที่สนใจเข้ามาสั่ง เนื่องจากลักษณะเฉพาะของชุมชนที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าปะหล่อง จึงไม่อาจทำสินค้าเก็บไว้ได้ เพราะชาวบ้านจะขาดรายได้ในส่วนอื่นหากต้องมานั่งทอผ้าเพียงอย่างเดียว
เช่นเดียวกับ "น้องพี" ระพีพัฒน์ สีโส นักศึกษาชั้นปีที่ 1 โรงเรียนการเรือน มหาวิทยลัยราชภัฏสวนดุสิต(มสด.) ตัวแทนจากชุมชนถลุงเหล็ก ผลิตข้าวฮาง บอกว่า ปัจจุบันข้าวฮางที่ชุมชนผลิตในชื่อขวัญข้าว จะส่งขายภายในชุมชน โรงพยาบาลต่างๆ และมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อแต่จะถูกนำไปเปลี่ยนชื่อยี่ห้อใหม่ โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ที่รักสุขภาพ จากนี้อาจจะขยายตลาดด้วยการใช้สื่อเทคโนโลยีด้วยการสร้างเว็บไซต์เกี่ยวกับสินค้าข้าวฮางของชุมชนให้เป็นที่รู้จัก รวมถึงความรู้อื่นๆ เกี่ยวกับข้าวฮาง เช่น วิธีการทำหรือการหุง เพื่อกระตุ้นกลุ่มลูกค้าใหม่
หลังจบสิ้นโครงการจะมีการติดตามเยาวชนที่เข้าร่วมอบรมทั้ง 4 กลุ่มเป็นเวลา 15 เดือน เพื่อดูว่าสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปสานต่อช่วยพัฒนา ขยายตลาดสินค้าและเพิ่มรายได้ให้แก่คนในชุมชนอย่างไร หากประสบความสำเร็จ ในอนาคตกรมพัฒนาฝีมือแรงงานอาจใช้เป็นต้นแบบนำไปฝึกอบรมชุมชนต่างๆ ช่วยชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 รายงาน



