ไลฟ์สไตล์

"การดำรงอยู่อย่างเป็นสุขใน...ปัจจุบันขณะ"
พระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์

"การดำรงอยู่อย่างเป็นสุขใน...ปัจจุบันขณะ" พระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์

02 พ.ย. 2553

การจาริกธรรม ของ พระอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ ในประเทศไทย นับตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีกิจกรรมทางธรรมหลายรายการ รวมทั้งการปาฐกถาธรรม เรื่อง "ปาฏิหาริย์แห่งปัจจุบันขณะ" ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 18 ตุลาคม ซึ่งมีผู้สนใจ

 ตอนที่ฉันบวชเป็นสามเณร พระอาจารย์มอบหนังสือบทกวีแห่งสติให้ฉันท่องจำและฝึกปฏิบัติ บทแรกคือ “ตื่นนอนยามเช้า”

 “ตื่นนอนเช้านี้ ฉันยิ้ม ฉันรู้ดีว่ายังคงมี 24 ชั่วโมงแห่งวันใหม่
 ตั้งปณิธานใช้ชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมในทุกขณะ และมองทุกสรรพชีวิตด้วยสายตาแห่งความรัก”

 เมื่อเราท่องบทกวีแห่งสตินี้พร้อมตามลมหายใจ เราจะกลับมามีชีวิตมีชีวา เราจะตระหนักรู้ได้ทันทีว่า เรามีชีวิตที่เป็นดั่งของขวัญอีก 24 ชั่วโมง เมื่อเราปฏิบัติเช่นนี้ เราเป็นสุขได้ในทันที สำหรับฉัน การมีชีวิตคือความมหัศจรรย์

 ในเวียดนาม ตอนที่ฉันยังเป็นสามเณรอยู่ ภิกษุไม่ขับรถและไม่ขี่จักรยาน ฉันจึงเป็นสามเณรคนแรกในเวียดนามที่ใช้จักรยานในการเดินทาง ฉะนั้นฉันจึงแต่งบทกวีเพื่อฝึกปฏิบัติการขี่จักรยาน หลังจากนั้นฉันยังเขียนกวีแห่งสติในการรับโทรศัพท์ และในการเดินลงจากเครื่องบิน  เพื่อเตือนให้รู้ว่าเรากำลังทำอะไรในขณะนี้

 การดำรงอยู่อย่างเป็นสุขในขณะปัจจุบันคือคำสอนที่สำคัญมากในพุทธศาสนา เราไม่จำเป็นต้องวิ่งไปในอนาคตเพื่อแสวงหาความสุข เพียงแต่นำกายและใจมาดำรงด้วยกันอย่างตั้งมั่น เธอจะสามารถสัมผัสกับความสุขที่มีมากเพียงพออยู่แล้ว นิพพาน ดินแดนสุขาวดี หรือความสุขดำรงอยู่ตรงนี้ในขณะปัจจุบัน หากเธอเดินในวิถีแห่งสติได้ เธอจะสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ได้

 พวกเราหลายคนติดยึดกับความเศร้าโศกในอดีต ความลังเลสงสัยในอนาคต และความทุกข์ในปัจจุบัน เมื่อเรารู้วิธีการฝึกปฏิบัติ เราจะปล่อยวางความทุกข์ต่างๆ ได้ การเดินในวิถีแห่งสติเป็นการฝึกปฏิบัติที่ประเสริฐมาก ทุกย่างก้าวนำเรากลับสู่ปัจจุบันขณะ ช่วยให้เราเป็นอิสระจากอดีตและอนาคต เพียงแค่ฝึกประสานลมหายใจแห่งสติกับทุกย่างก้าวเท่านั้น
 อยู่ตรงนั้นเพื่อเธอที่รัก

 เมื่อเธอรักใครคนหนึ่ง สิ่งที่เธอจะมอบให้แก่เขาได้คือการอยู่ตรงนั้นอย่างเต็มเปี่ยม เธอจะทำอย่างนั้นได้เมื่อเธอฝึกเจริญสติ เธอมองไปยังดวงตาของคนที่เธอรักและกล่าวว่า “ที่รัก ฉันอยู่ตรงนี้เพื่อเธอ”

 คุณพ่อของเด็กชายคนหนึ่งเป็นคนที่มีฐานะดี แต่ไม่มีความสุข เพราะทำงานยุ่งอยู่เสมอ เขาถามลูกชายว่า “พรุ่งนี้เป็นวันเกิดลูก ลูกอยากได้อะไร” สิ่งที่ลูกชายขอจากคุณพ่อ คือ การอยู่ด้วยกัน หากคุณพ่อท่านนั้นฝึกเจริญสติ เขาจะสามารถมองไปยังดวงตาของลูกชายและพูดว่า “ลูกรัก พ่ออยู่ที่นี่เพื่อลูก” ของขวัญชิ้นนี้เป็นของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เธอรัก นี่คือคาถาแห่งรักข้อแรกที่เธอฝึกได้ทุกวัน

 คาถาแห่งรักข้อที่สอง คือ เธอตระหนักรู้ถึงการดำรงอยู่ของคนที่เธอรัก “ที่รัก ฉันรู้ว่าเธออยู่ตรงนั้น ยังมีชีวิตอยู่ และฉันมีความสุขมาก” เธอจะเอ่ยคาถานี้ได้ ก็ต่อเมื่อเธอดำรงอยู่กับตนเองอย่างเต็มเปี่ยมได้ ซึ่งทำให้เธอตระหนักรู้ถึงความรักของเธอที่มีต่ออีกฝ่าย และตระหนักรู้ว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ตรงหน้าเธอ

 เมื่อเธอสังเกตเห็นว่าคนที่เธอรักเป็นทุกข์ เธอสามารถใช้คาถาแห่งรักข้อที่สาม “ที่รัก ฉันรู้ว่าเธอเป็นทุกข์ ฉันอยู่ตรงนี้เพื่อเธอ” หากเธอเป็นทุกข์ แต่คนที่เธอรักไม่รู้และไม่เข้าใจเธอ เธอย่อมเป็นทุกข์ แต่หากเธอเป็นทุกข์ และอีกฝ่ายรับรู้ เธอจะรู้สึกเบาขึ้นในทันที เธอนำคำสอนเหล่านี้ของพระพุทธองค์ มาใช้ในชีวิตประจำวันได้

 การเจรจาแห่งสันติ
 เรานำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสร้างสันติสุขให้แก่สังคม ประเทศชาติ และโลกได้ ที่หมู่บ้านพลัม เราเชิญชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์มาร่วมงานภาวนา ตอนแรกทุกคนต่างไม่ไว้ใจกัน ดังนั้นในช่วงแรกของงานภาวนา เราจึงย้ำให้พวกเขาฝึกปฏิบัติกลับมาดำรงอยู่กับลมหายใจ โอบอุ้มความรู้สึกของตนเอง ซึ่งเป็นการฝึกอานาปานสติ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในร่างกายและจิตใจของพวกเขา

 อาทิตย์ต่อมา เราเชิญให้พวกเขาแบ่งปันความทุกข์ในใจของเขา และแนะให้ไม่กล่าวตำหนิอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้อีกฝ่ายมีโอกาสรับฟังด้วยความเข้าใจ ขอเพียงเล่าถึงความทุกข์ที่เราประสบเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจ ฝ่ายที่รับฟังก็จะนั่งนิ่งๆ โดยไม่ขัดจังหวะการพูดของอีกฝ่าย เพราะพวกเขารู้ว่า พวกเขาจะมีโอกาสปรับความเข้าใจกันอีกในอนาคต เขาไม่จำเป็นต้องขัดจังหวะการแบ่งปันของอีกฝ่าย การฟังด้วยวิถีเช่นนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าความทุกข์ของอีกฝ่ายไม่แตกต่างจากความทุกข์ของตนเลย เมื่อเราเข้าใจความทุกข์ของอีกฝ่าย ความกรุณาจะเกิดขึ้นในจิตใจทันที

 อาทิตย์ที่สามของงานภาวนา ทั้งสองฝ่ายทานอาหารด้วยกันและเดินจูงมือกันได้ ในวันสุดท้ายพวกเขาขึ้นมารายงานผลกับสังฆะ ที่หมู่บ้านพลัม เราจัดงานภาวนาเช่นนี้เป็นประจำ

 สังคมของเราเต็มไปด้วยความรุนแรง ความแบ่งแยก และความโกรธเกลียด สิ่งเหล่านี้จะแปรเปลี่ยนได้ด้วยการฝึกฟังอย่างลึกซึ้งและการเอ่ยวาจาแห่งรัก ฉันเชื่อว่าเหตุที่การเจรจาสันติภาพไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเราไม่ได้นำวิถีแห่งสติมาใช้ในการเจรจา เรามักกระตือรือร้นที่จะถกกันเรื่องสันติภาพ แต่ทั้งสองฝ่ายกลับมีแต่ความลังเลสงสัย ความโกรธ และความกลัว พวกเขาไว้ใจกันและกันไม่ได้ การเจรจาจึงไม่ประสบผล ในวิถีพุทธ เราจะแนะนำให้เขาใช้เวลา 1-2 อาทิตย์ฝึกเจริญสติเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในกายและใจ พวกเราซึ่งอยู่ในชุมชนแห่งการฝึกปฏิบัติจะช่วยหยิบยื่นพลังแห่งความสงบสุขให้พวกเขา และเมื่อทั้งสองฝ่ายสงบกายสงบใจได้แล้ว เราจึงจัดให้รับฟังกันด้วยความกรุณา เมื่อทั้งสองฝ่ายมีความกรุณาในใจ การเจรจาเพื่อสันติภาพจึงเกิดขึ้นได้

เรื่อง... "สำนักข่าวบางบ๊วย"
ภาพ... "กฤษณะ คล้ายทิม"

 ***ชมปาฐกถาธรรมนี้ทางอินเทอร์เน็ตได้ที่ http://vimeo.com/15952351 หรือส่งข้อมูล และสอบถามได้ที่ [email protected] หรือ [email protected] โทร 0-2338-3460