
เล่นหูเล่นตา-จาก
ความผูกพันและการพลัดพรากคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องพบเจอ
จากถนนสายธุรกิจอันพลุกพล่าน จราจรติดขัดทั้งกลางวันและกลางคืนอย่างสีลมและสาทรลัดเลี้ยวเข้าสู่ถนนเล็กๆ ที่สงบและร่มรื่น เป็นที่ตั้งของคอนโดสูง 21 ชั้น … ที่อยู่อาศัยของหญิงวัยกลางคน ห้องเดี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเดียวในห้องนั้นคือ … ฉัน
ต้นไม้และปลาตัวน้อยเดิมทีมันเคยมีเป็นเพื่อนกัน แต่ด้วยหน้าที่การงานของฉันที่ต้องจากบ้านจากช่องเป็นวันๆ ทั้งปลาและต้นไม้ก็เลยตายไปในเวลาไล่เลี่ยกัน เพื่อนของฉันจึงเป็นเพียงจอสี่เหลี่ยมที่ถ่ายทอดภาพและเสียงออกมาให้ได้ดูและฟังใช้เวลาจดจ่ออยู่กับมันชั่วครั้งชั่วคราว อยากดูก็เปิด ไม่อยากดูก็ปิด ไม่ต้องดูแลหรือบำรุงรักษาอะไรมากนัก เสียก็ซ่อม เจ๊งก็ซื้อเอาใหม่ เท่าที่เงินของฉันจะบันดาลความปรารถนาที่ควบคุมได้ให้มาอยู่ตรงหน้า การวิสาสะหรือเสวนากับมนุษย์ด้วยกันเกิดขึ้นภายนอกห้องเท่านั้น บางครั้งดูเหมือนคนแยกตัวจากสังคม หรือ คนเก็บตัว … ไม่ใช่หรอก มันเป็นของมันตามธรรมชาติเหมือนคนทั่วๆ ไป เหงาก็ออกไปหาเพื่อน อยากสงบก็กลับมาอยู่คนเดียวที่คอนโด เพียงแต่ฉันไม่มีคู่และไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก จึงกำหนดและควบคุมสภาพแวดล้อมของตัวเองได้ง่ายกว่า
“มากคนก็มากความ” แต่บางทีมันก็มีข้อดีตรงที่มีความรักและความผูกพันเกาะเกี่ยวเป็นเกลียวพันใจคนหลายๆ คนเข้าไว้ด้วยกันเพื่อให้เรามีกันและกัน เป็นพวกเดียวกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ไม่ต้องรู้สึกอยู่กับคำว่า “ลำพัง” คนเดียว
ความผูกพันดำเนินไปจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ต่างคนต่างรู้แค่ว่าแก่ตัวลงไป ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะจากไปเมื่อไหร่ และเมื่อวันนั้นมันมาถึงความเจ็บปวดก็ก้าวเข้ามาพร้อมกันกับความสูญเสีย และนี่คือเหตุผลที่ฉันกันตัวเองออกจากความผูกพันทั้งหลายที่ไม่จำเป็น (ยกเว้นครอบครัวและเพื่อนฝูงอันเป็นที่รักและที่พึ่ง) ยิ่งเป็นความผูกพันแบบคู่รักแล้ว ฉันยิ่งต้องถอยห่าง ด้วยว่าสิ่งที่ฉันได้ประสบพบเจอมันไม่สวยงามอย่างใครเขา ช่วงชีวิตของความรักนั้นมันช่างสั้นพอๆ กัน หรือสั้นกว่าชีวิตหมู หมา นก แมว หรือปลาที่เราเลี้ยงไว้ จะว่าไปแล้วฉันก็ต้องยอมรับว่า “ฉันเกลียดการพลัดพรากและลาจาก” แม้จะคุ้นชินกับมันตั้งแต่ครั้งเมื่อยังสาว รักๆ เลิกๆ นั่นก็เป็นการเริ่มต้นทำความรู้จักกับการจากลาทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถึงกระนั้นฉันก็ยังรับมันไม่ได้จริงๆ เสียที ยิ่งในวัยที่การจากไปอยู่ใกล้เราแค่ปลายจมูก วันนี้อยู่ พรุ่งนี้ตาย (ไปเฉยๆ) ก็ยิ่งกลัวจะเสียใจ แต่ก็เข้าใจว่า … ชีวิตมันสั้นแค่นี้เอง!
ยิ่งเราผูกพันกับสิ่งใดมากแค่ไหน เมื่อถึงเวลาจากไปเราก็ยิ่งจะเสียใจมากแค่นั้น แต่นั่นก็คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกไม่สามารถหลีกเลี่ยงมันได้สักคน โดยเฉพาะการจากไปของคนที่เรารักที่สุด … บุพการี
“อีคิ้ม พ่อก้องเสียแล้ว … ”
เสียงเพื่อนกลุ่มเดียวกันโทรมาบอกฉันในตอนดึกของวันหนึ่ง … ฉันอึ้งไป
“พี่ก้อง … พี่คิ้มมา”
พี่ก้องโผเข้ามากอดฉัน หน้าตาแดงช้ำจากการร้องไห้ ฉันส่งพวงหรีดไปในวันแรกแล้วค่อยตามไปกราบศพในวันที่สอง เพื่อนทุกคนผลัดกันมาช่วยงานและอยู่เป็นเพื่อนพี่ก้อง พวงหรีดมากมายมูลค่ามหาศาลถูกนำออกมาแขวนไว้จนล้นออกมาด้านนอก … “มหกรรมพวงหรีดนานาชาติ” ฉันแอบคิดในใจ
มันคือ “ความหดหู่ที่แสนจะงดงาม” แม้จะปกคลุมไปด้วยความเศร้าแต่ดอกไม้ที่ผู้คนส่งมาแขวนประดับประดาอยู่ก็ช่างสวยงามเหลือเกิน ดอกไม้ที่ประดับหน้าศพนั้นสวยงามราวกับวันเกิดก็ไม่ปาน … เสียดายคนตายไม่ได้เห็น!
ก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน ฉันไปร่วมงานวันเกิดป๋า (พ่อพี่ก้อง ปิยะ) พวกเราเพื่อนๆ แห่กันไปสนุกสนานราวกับเป็นงานของพวกเราเอง พวกมันแย่งคนแก่ร้องเพลงอย่างมีความสุข (บาปแต่สนุก) ส่วนฉันก็ร้องเพลงที่คุ้นปากและคุ้นหูเพื่อเอาใจคนแก่ (ไม่ทันได้เอาแต่ใจตัวเองอย่างพวกมัน) พ่อขึ้นมาพูดขอบคุณลูกๆ ที่จัดงานให้
“วันนี้เป็นวันที่พ่อมีความสุขที่สุด”
ประโยคนั้นยังก้องอยู่ในหูของฉันก่อนที่จะก้มลงกราบศพพ่อ ฉันกอดลาพี่ก้องก่อนจากไป พร้อมบอกกับพี่ก้องว่า … “พี่ก้องทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรที่พี่ก้องยังไม่ได้ทำในฐานะลูกที่ดี ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจ”
“เมื่อแก่เฒ่าหมายเจ้าช่วยรับใช้ เมื่อยามไข้หมายเจ้าเฝ้ารักษา
เมื่อยามถึงวันตายวายชีวา หวังลูกช่วยปิดตาเมื่อสิ้นใจฯ”
รัชกาลที่ 6 วิวาห์พระสมุทร
ป.ล. แด่การจากไปของพ่อสมชาย เศวตพิกุล
เจนนิเฟอร์ คิ้ม



