
นกล่าเหยื่อ:จ้าวเวหาเหนือฟ้าชุมพร
๏ บินพรูผ่านม่านฟ้า.........แฝงลม ถลาร่อนวาดวงกลม..........แผ่กว้าง
รอไอผ่าวร้อนผสม............กระแสส่ง
แรงปีกพัดกระหวัดว้าง......ว่ายเวิ้งเวหน๚ะ
๏ ฝ่าฝนฝ่าพยุร้าย..............แรมรอน
อพยพจากทิศอุดร..............ดิ่งใต้
เลาะคาบสมุทรชุมพร..........ทางผ่าน
เกือบตลอดสามเดือนให้......พิศได้นับแสน๚ะ
๏ แพนปีกแผ่ริ้วอวด...........ลวดลาย
บ่งบอกสายพันธุ์หลาย.......ชื่อพร้อง
บ้างบินเดี่ยวเดียวดาย.......โดดเด่น
บ้างเกาะกลุ่มเพื่อนพ้อง.......สอดคล้องตามขบวน๚ะ
๏ เป็นพรวนเป็นภาพเคล้า.....ความขลัง
ปีกหางแหว่งวิ่นยัง...............หยัดฟ้า
นกล่าเหยื่อแสดงพลัง...........ทรหด
สมศักดิ์สวยสง่าท้า-.............ทุกข์ท้าขุกเข็ญ๚ะ
๏ เหนือเส้นทางไต่ขึ้น.......ยอดเขา
ฝูงนักล่าเผยเงา...............ผงาดพ้น
มวลเมฆหมอกสีเทา.........ทะยานเยี่ยม
คนรักเหยี่ยวใจท้น...........ระทึกจ้องจับตา๚ะ
๏ เวียนฟ้าว่อนก่อนคล้อย.....ขบวนไกล
เคลื่อนทัพเดินทางไป...........ลิบโพ้น
ส่งอาณัติผนึกใจ..................จดจ่อ
เจออีกครั้งหนาวโน้น............นกจ้าวเวหา๚ะ๛
ทุกปี.. ระหว่างเดือนกันยายนต่อไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงเวลาที่คนดูนกรอคอย เพราะเป็นฤดูย้ายถิ่นของ นกล่าเหยื่อ (Raptor) ซึ่งมีทั้งเหยี่ยว และนกอินทรี หลายสายพันธุ์นับหมื่นตัว ที่อพยพหนีอากาศหนาวเย็นจากทางตอนเหนือของทวีปเอเชีย เช่นจีน รัสเซีย มองโกเลีย เกาหลี และญี่ปุ่น บ่ายหน้าสู่ทิศใต้ผ่านประเทศไทย เพื่อลงไปหาอากาศอบอุ่นและแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ จนกว่าถิ่นฐานเดิมหมดหนาวจึงจะบินกลับ
จุดชมเหยี่ยวที่ดีที่สุด นอกจาก เขาเรดาร์ ที่ อ. บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์แล้ว จังหวัดชุมพร จัดเป็นพื้นที่ที่เหมาะที่สุดอีกแห่งหนึ่งสำหรับการดูเหยี่ยวอพยพ เพราะเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่บนแนวแผ่นดินส่วนที่แคบที่สุดของคาบสมุทรมลายู เนื่องจากการบินของเหยี่ยว จำเป็นต้องอาศัยมวลอากาศร้อนจากพื้นดินเพื่อพยุงตัว และลดการใช้พลังงานในการเดินทาง อันยาวไกลถึง 8,000 กิโลเมตรโดยประมาณ
บนยอดเขาดินสอที่ อ.ปะทิว จ. ชุมพร ตลอดเดือนตุลาคม จึงคึกคักคลาคล่ำไปด้วยคนดูนก
คนรักเหยี่ยว ทั้งไทยและเทศ ที่มาเยือนด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือ ดูเหยี่ยวอพยพ ที่ยาตราทัพมาเหนือผืนฟ้าชุมพรราวกับเป็นจ้าวเวหา
สำหรับเส้นทางเดินขึ้นเขาดินสอ อบต.เจ้าของพื้นที่ดูแลปรับแต่งเอาไว้เป็นอย่างดี บางช่วงที่สูงชันจะทำเป็นขั้นบันได ฝังก้อนหินกันลื่น ทำให้เดินได้สะดวกและปลอดภัย มีศาลาให้พักหายใจ และหยุดชมวิว 4 จุดก่อนจะถึงยอดเขา ซึ่งกินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หากเดินทอดน่องแบบสบายๆ ไม่รีบร้อน
เดือนตุลาคมของประเทศไทยยังไม่เริ่มหนาว และยังไม่หมดฝน บนพื้นที่โล่งเหนือยอดดินสอจึงรับทั้งแสงแดดและสายฝน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่มิใช่เรื่องใหญ่ของคนดูนก เพราะเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์กันไว้ล่วงหน้า ทั้งฟรายชีตกันแดด ทั้งร่ม และเสื้อกันฝน
เมื่อตั้งหลักหาทำเลเหมาะใจได้ ทุกสายตาจะจับจ้องที่ขอบฟ้าเหนือยอดเขามะโรงริมอ่าวบางสน รอคอยการมาของ "นกนักล่า" อย่างใจจดใจจ่อ
ในเช้าวันที่ฝนฉ่ำฟ้า กลุ่มเมฆไอหมอกที่ลอยโอบกอดยอดเขาทำให้เกิดทิวทัศน์อันงดงาม ประหนึ่งจะมอบให้เป็นรางวัลโบนัสแก่คนรักเหยี่ยวระหว่างเวลารอคอย พลันที่มีเงาปีกปรากฏขึ้นเหนือเมฆลิบๆ ก็จะมีผู้ส่งเสียงบอกกัน ทุกคนตื่นตัวพรึ่บ ยกกล้องสองตา ยกกล้องถ่ายรูปเตรียมพร้อม
ภาพเหยี่ยวนับร้อยๆ ตัวที่บินแหวกม่านเมฆออกมาตีวงร่อนรับไอร้อนอยู่กลางฟ้า เป็นภาพที่ทำให้หัวใจระทึกด้วยความตื่นตา บางกลุ่มจะร่อนต่ำลงมาใกล้เสียจนมองเห็นชัดเจนทุกลวดลายชุดขน แทบจะล้นเฟรมกล้องถ่ายรูป
ฝูงแล้วฝูงเล่า ทยอยมาให้เห็นตลอดทั้งวัน มีบ้างที่บินมาอย่างโดดเดี่ยว มาให้เห็นทั้ง เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ เหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีน เหยี่ยวผึ้ง เหยี่ยวหน้าเทา เหยี่ยวนกเขาพันธุ์ญี่ปุ่น และถ้าโชคดีก็จะได้เห็นชนิดที่พบไม่บ่อย เช่น เหยี่ยวดำ และ นกอินทรีเล็ก เป็นต้น
หลายต่อหลายตัวที่ปลายปีกและขนหางแหว่งวิ่น อันเป็นผลพวงของการเดินทางฝ่าฟันอันยาวไกลที่ยังไม่ถึงปลายทาง แต่ทว่าท่วงท่าการเหินหาวยังคงความสง่างามของจ้าวเวหาไว้อย่างไม่ลดทอน
คนดูเหยี่ยวมองตามจนลับตา หมายมาดไว้ในใจว่าอย่างไรเสีย เราคงได้พบกันอีกในฤดูหนาวปีหน้า
หมายเหตุ : สัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม ตามสถิติจะเป็นช่วงที่พบเหยี่ยวกิ้งก่าสีดำมากที่สุด ข้อมูลสรุปของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ประจำปี 2552 รายงานว่า ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-8 พฤศจิกายน 2552 พบเหยี่ยวอพยพผ่านเขาเรดาร์ จ. ประจวบคีรีขันธุ์ รวมทั้งสิ้น 17 ชนิด จำนวน 122,687 ตัว และชนิดที่พบมากที่สุดคือ เหยี่ยวกิ้งก่าสีดำ (จำนวน 64,747 ตัว)



