ไลฟ์สไตล์

เพียง พอ

เพียง พอ

02 เม.ย. 2552

ท่ามกลางความร้อน อบอ้าว ระอุ ในทะเลทราย…เพียงน้ำดื่มธรรมดาสักหนึ่งแก้วอาจทำให้บางคนรู้สึกราวตายแล้วเกิดใหม่

  ในความอดอยาก หิวโหย ไม่มีอะไรตกถึงท้อง เพียงอาหารราคาถูก ชนิดธรรมดาสามัญ อาจทำให้บางคนยินยอมแลกทรัพย์สินสูงค่ามากราคา จนได้มาซึ่งอาหารนั้น เพราะเชื่อว่านั่นคือ ‘ความอยู่รอด’

 เช่นเดียวกับผู้ป่วยใกล้ตายในบางโรค หรือบางชนิดอาการ ขอเพียงตัวยา เซรุ่ม วัคซีน หรือสิ่งทดแทนอื่นใด สำหรับการบำบัดรักษาที่จะช่วยให้อยู่รอด นั่นอาจแลกเปลี่ยนได้กับแก้วแหวนเงินทองสารพัดชนิด ที่ผู้ป่วยรายนั้นถือครองอยู่

 ชั่วขณะจิตอันวิกฤตินั้น เพียงสิ่งธรรมดาสามัญ พื้นๆ ที่ตอบสนองต่อ ‘ความจำเป็น’ หรือ ‘เติมเต็มในส่วนที่ขาดหาย’ ก็ช่วยให้ ‘คนสำคัญ’ หรือ ‘คนพิเศษ’ พร้อมจะเสพรับ ‘ความธรรมดา’ หรือ ‘สิ่งสามัญ’ ได้โดยง่าย

 น่าประหลาด ที่การ ‘เปิดรับ’ เช่นที่ว่านั้น มักมิได้เกิดขึ้นในความเป็นอยู่ หรือการดำเนินชีวิตตามปกติ

 แต่กลับต้องรอให้มีบริบทของการเผชิญหน้ากับ ‘เรื่องราวร้ายแรง’ หรือ ‘ความเป็นความตาย’ เสียก่อน หัวใจอันคับแคบจึงจะเปิดกว้างกว่าที่จะเคยมีเคยเป็น

 ดังเศรษฐีหมื่นล้าน ‘ยินยอม-พร้อมใจ’ จะเป็น ‘เพื่อนเกลอ-เพื่อนตาย’ กับลูกจ้าง ลูกหาบพื้นเมือง เพียงเพราะพวกเขาหลงป่าอยู่ด้วยกัน และหาก ‘ช่วยกันอย่างเพื่อน’ โอกาสจะ ‘อยู่รอด’ ย่อมจะมีมากกว่าความเป็นนายจ้างผู้เย่อหยิ่ง

 ในบรรยากาศของ ‘ความเป็น-ความตาย’ หรือ ‘ความอยู่รอด’ ช่างน่าประหลาด ที่ระบบคุณค่า และมูลค่าของหลายต่อหลายคน ได้ย้อนกลับมาสู่ ‘ความต้องการพื้นฐาน’ ชนิดที่กล่าวได้ว่า ‘เท่าที่จำเป็น’ เป็นด้านหลัก จนบางคนถึงขนาดสบถสาบานว่า

 ขอเพียงให้ได้เท่านั้น เท่านี้ แค่นั้น แค่นี้…ซึ่งมักจะต่ำสุด ‘เท่าที่จะอยู่ได้-อยู่รอด’ เท่านั้น ก็ยินดีจะบัตรพลี เซ่นไหว้ บำบวง เซ่นสรวง ให้ถึงที่สุด

 ไม่ว่าจะเป็นการวอนขอต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา ผี เปรต หรือผู้ยิ่งใหญ่ มากอิทธิพล ระดับเจ้าพ่อตัวเป็นๆ ก็ตาม

 แต่โดยนัยกลับกัน หากพลิกผันมาเป็นชีวิตปกติประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมทุนนิยมบริโภค ของปัจจุบันสมัย ช่างน่าประหลาด ที่วิถีชีวิต หรือกระทั่งความใฝ่ฝันของผู้คนจำนวนมาก มักผูกพันอยู่กับ ‘ปริมาณ’ และ ‘คุณภาพ’ ในอัตราที่ ‘ล้นเกิน’ เสียแทบทั้งสิ้น

 นี่เป็นเรื่องใกล้ตัวประเภทหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นหญ้าปากคอก เส้นผมบังภูเขา สำหรับหลายต่อหลายคน แม้กระทั่งผู้ที่เรียกตนเองว่า ‘ชาวพุทธ’ และ ‘นักภาวนา’ ก็ตาม

 ซึ่งจะว่าไปแล้ว นับรวมได้ แม้แต่ผู้พร่ำบ่นคาถา ‘พอเพียง’ และ ‘เพียงพอ’  จนชินปาก ชินหู ชินตา อยู่ก็ตามที

 เพราะวาทกรรม ‘พอเพียง’-‘เพียงพอ’ สำหรับ ‘ผู้มีอันจะกินแบบไทยๆ’ จำนวนไม่น้อย ห่างไกลจากคำว่า ‘เท่าที่จำเป็น’, ‘ขั้นพื้นฐาน’ หรือ ‘เรียบง่าย’ ออกไปจนสุดกู่ ไม่เว้นแม้ผู้ที่ขวนขวายการภาวนา “เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต” ที่มักแสดงตนอยู่ในสื่อร่วมสมัย หลายต่อหลายชีวิต

 แน่ล่ะ ว่า ‘พอเพียง’ และ ‘เพียงพอ’ อย่างที่ว่านี้ เป็นเรื่อง ‘ดูดี’ และ ‘ร่วมสมัย’ เป็นคำใหญ่และขลัง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงไปถึงผู้ทรงคุณหลายระดับ

 แต่ว่ากันโดยเนื้อหาสาระแล้ว ใช่หรือไม่ว่า นั่นออกจะห่างไกลจากสันตุฏฐีธรรม หรือ ‘ความสันโดษ’ ไปจนสุดกู่ กับพฤติกรรมพอเพียงเยี่ยงเศรษฐี ที่ปากอย่างใจอย่าง ดังที่เห็นกันทั่วไป ว่าเป็นเรื่องตามใจกิเลส สนองความปรารถนา และเป็นวาจาแก้ตัว เป็นด้านหลัก

 พระบรมศาสดาทรงปฏิบัติให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัส ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยพระองค์เอง โดยพระธรรม และโดยสงฆ์สาวก มากว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว บน ‘ภาวนาวิถี’ ที่สืบต่อกันมา…

 ขึ้นอยู่กับว่าจะ ‘พูดตาม’ หรือ ‘ทำตาม’ เท่านั้นเอง

"พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ"