ไลฟ์สไตล์

เรื่อยไหลไปบน "ชองป์เซลีเซ่"

เรื่อยไหลไปบน "ชองป์เซลีเซ่"

30 ต.ค. 2553

ไม่ว่าคุณจะรักการช็อปปิ้งเข้าเส้นหรือเฉยชาที่เห็นร้านรวงล้อมหน้าล้อมหลังก็ตาม แต่ว่ากันว่า คนมาถึงปารีสแล้วไม่เอาเท้าไปจุ่มถนนชองป์เซลีเซ่ ถือว่ายังไม่ได้หอมแก้มปารีส อยากรู้ว่าปารีสเนื้อหอมแค่ไหน ต้องพาเท้าไปเดินโต๋เต๋บนถนนสายนี้ แต่อย่ารีบร้อนนะกับชองป

  แต่ไปเดินเที่ยวแถวนั้นอย่างเดียว ยังไม่สาแก่ใจ อยากไปนอนตีพุงริมถนนชื่อดังก้องโลกสายนี้ดูบ้าง เลยคลิกเว็บไซต์อโกดา (www.agoda.co.th) เข้าไปสำรวจห้องพัก ใครว่าที่พักในฝรั่งเศสแพงน่าใจหายล่ะ จริงอย่างอโกดารับประกัน ห้องพักราคาไม่แพงก็มีให้เลือกถมไป เจออยู่ที่นึงหน้าตาปิ๊งเอาเรื่องเลยหอบสัมภาระอพยพจากถนนลา ฟาแยตต์ ไปนอนที่ Hotel Beauchamps โรงแรมเล็กๆ แต่ตั้งอยู่บนทำเลห้าดาว

  บ่ายอาวุโสมาถึงเมื่อไหร่  ไปเดินเล่นแถวถนนชองป์เซลีเซ่ถือว่าเหมาะ เพราะผู้คนจะคึกคักกว่าช่วงเช้า ร้านรวงก็เปิดกันพรึ่บพรั่บหมดแล้ว

 บางทีก็ถูกเรียกว่าถนนสายโรแมนติก บางครั้งก็ถูกยกให้เป็นถนนสายวัฒนธรรมของชาวปารีส เพราะถ้าอยากรู้วิถีชีวิตและความรักในแบบฉบับชาวปารีส ว่าเป็นยังไง ให้ลองมาเดินเตร็ดเตร่บนถนนสายนี้ดู แต่กวาดสายตาดูทั่วแล้ว เป็นถนนสายแฟชั่นน่ะดีแล้ว เพราะมองไปทางไหนมีแต่คนแต่งตัวด้วยอาภรณ์ทันสมัยมาเดินกรีดกรายช็อปปิ้งในร้านค้าสุดหรู เสื้อผ้าแบรนด์เนมล้อมหน้าล้อมหลัง 

 ช็อปของหลุยส์วิตตองยังเป็นดาวเด่นประจำถนน ที่ด้านนอกยังคงแต่งแต้มเสน่ห์ด้วยดิสเพลย์ที่ไม่ธรรมดา ดีไซน์ล้ำนำสมัย ส่วนด้านในแน่นขนัดไปด้วยสาวกลัทธิบูชาแบรนด์เนม จนทางร้านต้องใช้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อคุ้มกันกระเป๋าเยอะขึ้น คุณพระ! คนแน่นเอี้ยดเหมือนหลุยส์ฯ ประกาศลดราคาเหลือใบละ 199 

 ถนนยาวเกือบ 2 กิโลเมตรแห่งนี้ จึงมีแต่ความน่าตื่นตาตื่นใจเอาไว้ประดับมหานครปารีสอย่างไม่สร่างซา
  เรียกได้ว่าพระเจ้านโปเลียนที่ 3 มีวิชั่นล้ำเลิศ ที่ได้สั่งให้ตัดถนนสายนี้ขึ้น เพื่อทำให้ปารีสเป็นมหานครที่มีถนนหนทางกว้างขวาง และกลายเป็นถนนชื่อดังของโลกอย่างทุกวันนี้ เดินป้วนเปี้ยนอยู่บนถนนชองป์เซลีเซ่แล้วไม่มีทางซะล่ะที่จะไม่เห็นประตูชัย นี่คือหนึ่งในสัญญลักษณ์อันโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้คนนึกถึงมหานครปารีส

  นโปเลียนได้สร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นสัญญลักษณ์แห่งการครอบครองชัยชนะของกองทัพฝรั่งเศสตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ใครจะขึ้นข้างบนก็ได้ บางคนที่อยากเห็นชองป์เซลิเซในมุมสูงทอดยาวไปหาปลาซ เดอ ลา กงกอร์ด ก็ยอมจ่ายเงิน 6 ยูโรเพื่อขึ้นไปชมวิวบนประตูชัยกัน

  ที่วงเวียนปลาซ ชาร์ลส เดอ โกล มองแล้วคล้ายอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นวงเวียนเชื่อมถนนสายสำคัญของปารีสเอาไว้ จะต่างกันตรงที่อนุสาวรีย์มีแค่ 4 แยกแถมมีสัญญาณไฟทุกแยก แต่ประตูชัยมี 12 แยกแถมไม่มีไฟเขียวไฟแดงเลยสักแยกหนึ่ง วงเวียนนี้จึงดูโกลาหลได้ทั้งวัน เพราะรถวิ่งกันไม่หยุด 

  จะเรียกวงเวียนประตูชัยนี้ว่า ”แยกวัดใจ” ก็ได้ เพราะสภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าเป็นแบบนั้นจริงๆ
 แบบฉบับของนักท่องเที่ยวไม่ว่าจะหน้าเก่าหรือหน้าใหม่ของปารีส พอผละจากประตูชัยก็มักจะไปเดินเที่ยวต่อกันที่ปลาซ เดอ ลา กงกอร์ด บางคนยังเดินไหวก็เดินออกกำลังจากประตูชัยได้ แต่ก็มีไม่น้อยที่สังขารไม่เอื้ออำนวย ก็ต้องเลือกนั่งรถไฟใต้ดินไปโผล่ที่สถานี Concord

 ประวัติศาสตร์มากมายเกิดขึ้นบนลานกว้างแห่งนี้  ชาร์ค อองก์ กาเบรียล สร้างจัตุรัสแห่งนี้ขึ้นในปี 1763 เพื่อฉลองความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 พิธีแต่งงานของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อังตัวเนตก็เกิดขึ้นที่นี่ และจบชีวิตลงที่นี่ด้วยเช่นกัน เพราะลานแห่งนี้เคยเป็นลานประหารนักโทษในสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส

 กลางจัตุรัสใหญ่แห่งนี้มีอนุสาวรีย์รูปเสาแหลมสูง 23 เมตร หนักกว่า 220 ตัน สลักอักษรเฮียโรกริฟของอียิปต์โบราณไว้มากมาย ซึ่งเป็นซากปรักหักพังจากวัดที่ลุกเซอร์ ที่โมฮัมหมัด อาลี ตัวแทนจากอียิปต์ถวายแด่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 8 เมื่อปี 1829

 ก่อนจะบอกลาปลาซ เดอ ลา กงกอร์ด พยายามมองหาเก้าอี้นั่งริมจัตุรัสที่ท่านปรีดี พนมยงค์ มานั่งก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตในปารีส แต่ก็หาไม่เจอ

 ไหนๆ ก็เกาะเครื่องบินของสายการบินโอมานแอร์ (0-2635-1222) ไปถึงเมืองเนื้อหอมที่สุดในโลกทั้งที จะกลับกันง่ายๆ ได้อย่างไร สัปดาห์หน้ายังมีอีก 3 ไฮไลท์อย่างหอไอเฟล วิหารนอตเตรอดาม และพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ที่รอการไปเยือนของเราอยู่

"กาญจนา หงษ์ทอง"