ไลฟ์สไตล์

เตือน"ไวรัสอาร์เอสวี"ระบาดห้ามคนแก่อุ้มหลาน

เตือน"ไวรัสอาร์เอสวี"ระบาดห้ามคนแก่อุ้มหลาน

28 ต.ค. 2553

พบเชื้อไวรัสอาร์เอสวี ระบาดจากเด็กติดคนแก่ เสียชีวิตจากปอดบวม แล้วหลายราย หมอเผยไม่มียารักษา-วัคซีนป้องกัน จี้สาธารณสุขเร่งให้ความรู้ชาวบ้าน เตือนไม่ควรให้คนแก่ใกล้ชิดลูกหลานที่ไม่สบาย

 ปัญหาการระบาดของเชื้อไวรัสชนิดใหม่ยังคงมีต่อเนื่อง ล่าสุด "คม ชัด ลึก" ได้รับข้อมูลว่า มีเชื้อไวรัสชนิดรุนแรงที่ไม่มียารักษาและไม่มีวัคซีนระบาดเข้ามาในเมืองไทยแล้ว ซึ่งไวรัสชนิดนี้กำลังแพร่เชื้อจากเด็กเล็กสู่ผู้สูงอายุ ทำให้คนแก่ที่ร่างกายอ่อนแอเสียชีวิตไปแล้วหลายราย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจระบุว่า ช่วงเดือนกันยานและตุลาคมที่ผ่านมา พบผู้ป่วยอายุ 60-80 ปีเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มีอาการใกล้เคียงกัน คือ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล จากนั้นก็มีอาการหลอดลมอักเสบ เริ่มหายใจลำบากต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จากการตรวจเชื้อจึงพบว่าเป็นเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่ส่วนใหญ่ระบาดในเด็กเล็ก แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่พบการแพร่เชื้อในคนแก่ จึงแจ้งให้แพทย์ในโรงพยาบาลทุกแห่งเฝ้าระวัง    

 ทั้งนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) พบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ 1955 ในลิงชิมแปนซีที่ป่วยด้วยอาการหวัดทั้งฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ต่อมาสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปีที่มีอาการปอดบวม เมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 นิตยสารแลนเซต ประเทศอังกฤษ รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับเชื้อไวรัสตัวนี้ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดบวม หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ส่วนใหญ่ร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก ติดเชื้อไวรัสดังกล่าว 33.8 ล้านคน ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 3.4 ล้านคน ไวรัสอาร์เอสวีเป็นสาเหตุการตายของเด็กเล็กอันดับ 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคนเพราะไวรัสตัวนี้ สำหรับประเทศไทยนั้น เฉพาะปี พ.ศ. 2552 มีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดไวรัสชนิดนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย

 กรมควบคุมโรค ระบุว่า ไวรัสอาร์เอสวี นอกจากทำให้เกิดโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ และโรคระบบทางเดินหายใจแล้ว ยังทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรงในกลุ่มทารกที่คลอดก่อนกำหนด หรือมีความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด ในประเทศไทยพบไวรัสตัวนี้ระบาดอย่างหนักในช่วงฤดูฝน เดือนกรกฎาคม-กันยายน อาการของโรคจะเริ่มจากเด็กเป็นไข้หวัดธรรมดาก่อน อาจมีไข้ต่ำๆ ไอ มีน้ำมูก แต่ต่อมาไข้จะสูงขึ้น หายใจลำบาก เด็กจะซึมลง ไม่กินน้ำ ไม่กินนม มีไข้สูง ไอ หายใจหอบเร็วและมีเสียงหวีดหรือฮืด ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการปอดบวม ต้องรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน มิฉะนั้นอาจเสียชีวิตได้

 นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจ หัวหน้าแผนกผู้ป่วยวิกฤติ (ไอซียู) รพ.วิชัยยุทธ ให้ข้อมูลว่า ในแต่ละวันมีคนป่วยอายุรุ่นปู่ย่าตายายหลายคน เข้ารับการรักษาในห้องไอซียู การตรวจครั้งแรกหมอจะไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร เพราะมีอาการแค่ไอและเจ็บคอ แต่ไม่มีไข้สูงหรือปวดเมื่อยเนื้อตัว ทำให้อาการแตกต่างจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่ที่น่าเป็นห่วงคือแม้ว่าหมอให้ยารักษาตามอาการแล้ว แต่คนไข้จะเริ่มไอมากขึ้น และมีเสมหะรุนแรง มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะคนแก่ที่เป็นโรคหัวใจกับโรคปอดนั้น จะมีอาการรุนแรงจนต้องรีบเอาเข้าห้องไอซียู

 "ตอนแรกไม่มีใครสงสัย จนกระทั่งหมอสังเกตว่าไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดน้อยลงแล้ว ในเดือนนี้แทบจะไม่มีผู้ป่วยเลยสักคน แต่ทำไมคนไข้เด็กและคนไข้ในห้องไอซียูกลับไม่ลดลง ในแต่ละวันมีคนแก่มาขอแอดมิทหรือต้องเข้าห้องไอซียูไม่ต่ำกว่าวันละ 4-5 ราย ส่วนใหญ่มีอาการคล้ายกันคือไอ มีเสมหะ หายใจไม่คล่อง บางคนหน้าเขียวมาหาหมอเลย ต้องรีบส่งเข้าห้องไอซียูส่วนใหญ่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หลายรายอยู่นานถึง 2 อาทิตย์ บางรายเสียชีวิตด้วยโรคแทรกซ้อน เมื่อเอาเชื้อไปทดลองตรวจก็พบว่าเกือบทั้งหมดติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี สืบประวัติคนไข้ทำให้รู้ว่าติดเชื้อนี้มาจากหลานในบ้าน เพราะเชื้อนี้ปกติจะระบาดในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ ไม่ได้เป็นเชื้อที่ระบาดในผู้ใหญ่หรือคนแก่"  

 เมื่อตรวจสอบสถิติคนไข้ในรอบ 3 เดือน แพทย์หัวหน้าห้องไอซียูพบว่าเฉพาะที่ รพ.วิชัยยุทธมีผู้ติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี 273 ราย แบ่งเป็นเดือนสิงหาคมพบ 66 ราย, กันยายน 125 ราย, ตุลาคม 82 ราย โดยผู้ป่วยร้อยละ 10 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ร้อยละ 70 เป็นเด็กอายุ 1-5 ขวบ ส่วนผู้ใหญ่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปพบร้อยละ 15 เด็กที่ติดเชื้อนี้รักษาตัวไม่กี่วันก็กลับบ้านได้ แต่คนแก่ส่วนใหญ่จะมีอาการรุนแรงถึงกับต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นอาทิตย์ เฉพาะเดือนตุลาคมมีคนแก่ 20 คนแล้วที่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้อย่างรุนแรง สำหรับจำนวนผู้ป่วยสูงอายุที่เสียชีวิตด้วยเชื้อไวรัสอาร์เอสวีนั้น คาดว่าไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10

 "ไวรัสอาร์เอสวียังไม่มียารักษา และไม่มีวัคซีนป้องกัน ทำให้เป็นไวรัสที่อันตรายกว่าไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 โดยเฉพาะในคนแก่ที่มีโรคประจำตัว โรคนี้จะเริ่มจากเด็กเป็นก่อน จากนั้นพ่อแม่ก็จะติดจากลูก แต่ไม่เป็นไรมากนักเพราะยังแข็งแรง เชื้อนี้แพร่ไปสู่คนแก่โดยการที่หลานไปสัมผัสตัวปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่ไปสัมผัสลูกแล้วมาส่งต่อให้คนแก่ในครอบครัว ถ้าหมอไม่ส่งเชื้อไปตรวจก็จะไม่รู้ว่าเป็นไวรัสตัวนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวีพบในไทยมานานกว่า 5 ปีแล้ว แต่ยังไม่เคยมีชุดตรวจเชื้อตามโรงพยาบาล จนกระทั่งเมื่อปี 2553 นี้ มีชุดตรวจที่รู้ผลใน 1 ชั่วโมง ทำให้รู้ว่าปีนี้เชื้อไวรัสอาร์เอสวีกำลังระบาดจากเด็กสู่ผู้ใหญ่"

 นพ.มนูญ แนะนำว่า หน่วยงานด้านสาธารณสุขควรเร่งให้ความรู้ชุมชนเกี่ยวกับการป้องกันเชื้อตัวนี้ เช่น ใส่หน้ากาก ล้างมือ พร้อมทั้งเตือนแพทย์ในโรงพยาบาลให้ระวังคนไข้สูงอายุที่มีอาการดังกล่าว เพราะถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกต้องหรือวินิจฉัยโรคผิดพลาดอาจเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วัน นอกจากนี้กรมควบคุมโรคระบาดควรตรวจสอบว่าทั่วประเทศมีการระบาดของไวรัสตัวนี้มากน้อยเพียงไร มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกี่ราย

 ด้าน  ศ.ดร.พิไลพันธ์ พุธวัฒนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัส ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ยอมรับว่าเชื้อไวรัสอาร์เอสวีระบาดในเมืองไทยมาหลายปีแล้ว แต่ไม่ค่อยมีการตรวจหาเชื้อเพราะว่ายังไม่มียารักษา กุมารแพทย์ส่วนใหญ่จะรักษาเด็กตามอาการ เชื่อว่าถ้ามีการตรวจเชื้อคนไข้ที่เป็นเด็กเล็กร้อยละ 50 ที่มาโรงพยาบาลจะป่วยจากเชื้อตัวนี้ บางปีอาจมีสูงถึงร้อยละ 80 ของผู้ป่วยเด็ก ส่วนอัตราการเสียชีวิตนั้นในประเทศไทยประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นประเทศด้อยพัฒนาอาจสูงถึงร้อยละ 5 เนื่องจากโรคแทรกซ้อนไปยัง หัวใจ ปอด และไต  ส่วนเรื่องการแพร่เชื้อไปผู้สูงอายุนั้น ศ.ดร.พิไลพันธ์ แนะนำว่าคนแก่ไม่ควรอยู่ใกล้หลานที่ไม่สบายเพราะอาจได้รับเชื้อได้ โดยเฉพาะคนแก่ที่ร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัวร้ายแรงหรือมีภูมิคุ้มกันโรคไม่ดี