
กมธ.ร่วมพรบ.ความถี่ฯไม่นิ่งติดอายุกก.กสทช.
กมธ.ร่วมพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ยังไม่นิ่ง หลังกมธ.ฝ่ายรัฐบาลยังไม่พอใจอายุกก.กสทช.โหวตแพ้วุฒิฯ 6 ต่อ 5 เสียง คาดเสนอทบทวนก่อนข้อสรุ ในการประชุมนัดสุดท้ายพรุ่งนี้ ( 28 ต.ค.)
(27ต.ค.) ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมพิจารณาร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยมีนายประสิทธิ์ โพธสุธน สว.สุพรรณบุรี ประธานกรรมาธิการ เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมพยายามหาข้อยุติประเด็นความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างสภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภา 6 ประเด็น โดยการพิจารณาได้ข้อสรุปเบี้องต้นดังนี้ จำนวนกรรมการกสทช. เสียงส่วนใหญ่เห็นตรงกันให้ลดจำนวนกรรมการกสทช.จากร่างแก้ไขของวุฒิสภาที่มี 15 คน ให้เหลือ 11 คนตามร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฏร โดยเสียงส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันให้ตัดตัวแทนของฝ่ายความมั่นคงและตัวแทนด้านศาสนา ขณะที่มีข้อโต้แย้งกรรมการในส่วนของตัวแทนองค์กรพัมนาสังคม ทำให้ต้องลงมติตัดสินโดยเสียงส่วนใหญ่ชอบให้คงตัวแทนฝ่ายการพัฒนาสังคมตามที่วุฒิสภาเพิ่มเติม
สำหรับวาระการทำงานของกรรมการ กสทช. กรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลโดยนายอภิชาต ศักดิเศรษฐ รองประธานกรรมาธิการร่วมจากพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าไม่ควรปล่อยเพดานอายุให้สูง เพื่อตัดปัญหาการรองรับข้าราชการเกษียณ การบริหารโดยกรรมการสูงอายุอาจทำให้องค์กรไม่กระฉับกระเฉง ไม่สามารถรองรับกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ในที่สุดที่ประชุมจึงต้องลงมติในประเด็นนี้ โดยประธานวางกรอบให้ลงมติเลือกร่างของสภาผู้แทน หรือร่างของวุฒิสภา ปรากฎว่าผลการลงมติครั้งแรกได้คะแนนเสียงเท่ากันที่ 5 ต่อ 5 เสียง ประธานจึงใช้สิทธิลงมติตัดสินให้ยืนตามร่างแก้ไขของวุฒิสภา โดยให้กรรมการกสทช.มีอายุระหว่าง 35 – 70 ปี
สำหรับประเด็นหน่วยธุรการในการสรรหากรรมการกสทช. ที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่เห็นตรงกันให้สำนักเลขาธิการวุฒิสภาทำหน้าที่ฝ่ายธุรการของกสทช. ตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการส่งคืนผลกำไรจากค่าสัมปทานของรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม ที่ประชุมได้ใช้เวลาถกในประเด็นนี้เป็นพิเศษ โดยมีการขอฟังข้อมูลผลประกอบการของทั้งบริษัททีโอทีจำกัด (มหาชน) และบริษัทกสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีระบบการจ่ายโบนัสแก่บอร์ด ผู้บริหาร และพนักงาน โดยผู้บริหารระดับสูงของทั้งทีโอทีและกสท.ได้รายงานหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายโบนัส ของทั้งคณะกรรมการบริหาร ผู้บริหาร และพนักงาน ในรอบหลายปีย้อนหลัง ตามที่คณะกรรมาธิการร่วม ร้องขอ ซึ่งพบว่ามีตัวเลขค่อนข้างสูง
นายประสิทธิ์ ในฐานะประธาน ได้ต่อรองให้ทั้งสองรัฐวิสาหกิจไปปรับโบนัสผลตอบแทนไม่ให้เกิน 1.5 เท่าของเงินเดือน เพื่อที่คณะกรรมาธิการจะได้สบายในที่จะให้ขยายเวลาการส่งคืนผลกำไรจาก 1 ปี เป็น 3 ปี ก่อนจะให้ที่ประชุมลงมติโดยที่ประชุมเสียงข้างมากเห็นชอบให้กำหนดระยะเวลาจ่ายสัมปทานคืนรัฐในเวลา 3 ปี
สำหรับประเด็นการจัดสรรคลื่นความถี่โทรทัศน์ชุมชนแก่ภาคประชาชน ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าควรจะรอจนกว่า กสทช. จัดทำแผนแม่บทก่อน และมีการปรับการแพร่ภาพโทรทัศน์เป็นระบบดิจิตอลแล้ว จึงจะเริ่มจัดสรรให้ตามร่างของสภาผู้แทนราษฏร หรือให้จัดสรรคลื่นความถี่ได้เลยในกรณีที่ยังมีคลื่นความถี่ในพื้นที่ใดว่างอยู่ ตามร่างของวุฒิสภา ในที่สุดที่ประชุมได้ข้อยุติแบบประณีประนอมโดยให้กำหนดในบทเฉพาะกาล ว่า ให้จัดสรรภายหลังจัดทำแผนแม่บทเสร็จแล้ว โดยอาจใช้เวลาประมาณ 1 ปี หลังมีกสทช. หรือ 1 ปี 6 เดือน ภายหลัง พรบ.มีผลบังคับใช้ โดยให้ กสทช. จัดสรรคลื่นโทรทัศน์ภาคประชาชนได้เป็นการชั่วคราว ในพื้นที่ที่มีคลื่นอนาล๊อคว่างอยู่ แต่ต้องสามารถเรียกกลับมาจัดสรรใหม่ เมื่อมีการการปรับการแพร่ภาพเป็นระบบดิจิตอลแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงาน เป็นที่น่าสังเกตว่า บรรยากาศของการประชุมนัดนี้ ในช่วงเริ่มการประชุม นายประสิทธิ์ผู้ทำหน้าที่ประธานค่อนข้างกังวลว่าจะหาข้อยุติได้ไม่ทันตามกำหนด เนื่องจากมีหลายประเด็นใน 23 มาตราที่มีการแก้ไข ทำให้การประชุมช่วงแรกใช้เวลาถกเถียงว่าควรแก้เฉพาะที่วุฒิสภามีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือแก้ในมาตราอื่นไปด้วย ในที่สุดนายประสิทธิ์ได้วินิจฉัยให้พิจารณาเฉพาะประเด็นที่วุฒิสภาแก้ไขเท่านั้น เนื่องจากตัวแทนกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า ร่างของสภาผู้แทนราษฏรได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมาก หากแก้ไขมากเกรงว่าสภาผู้แทนราษฏรจะไม่เห็นชอบร่างของกรรมาธิการร่วม
อย่างไรก็ดีหลังการประชุม นายอภิชาต กรรมาธิการตัวแทนของรัฐบาลเห็นว่าการพิจารณามีหลายประเด็นที่ต้องลงมติชี้ขาด อาจทำให้ฝ่ายรัฐบาล และสภาผู้แทนราษฏรรับได้ลำบาก จึงขอกลับไปหารือเผื่อจะกลับมาขอทบทวนในวันที่ 28 ต.ค. เป็นกำหนดการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมนัดสุดท้าย
" ที่รับไม่ได้ คืออายุของ กสทช. น่าจะยอมประณีประนอมมาที่ 35 – 65 ปี ส่วนการส่งคืนกำไรค่าสัมปทานของรัฐวิสาหกิจ ที่เสียงข้างมากโหวตให้เป้น 3 ปีหลังการบังคับใช้นั้น ที่จริงมาจากปัญหาการขาดทุนของรัฐวิสาหกิจคงรจะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะไปเยียวยา หลักนโยบายสำคัญคือรัฐวิสาหกิจต้องปรับตัวไปสู่การแข่งขันกับภาคเอกชน จึงไม่ควรเอาผลประโยชน์ความอยู่รอดขององค์กรมาเป็นหลักตัดสินใจสำหรับมาตรานี้ ซึ่งตนจะเสนอให้มีการทบทวนมาตราเหล่านี้เป็นต้น" นายอภิชาต กล่าว



