
มหัศจรรย์แห่งศาสตร์-ศิลป์ของ "พลังลูกปัด" และ "หินบำบัด
งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 15 ช่วงนี้ มีหนังสือหลากหลาย พาเหรดมาให้เราได้เลือกอ่านตามความรักความชอบมากมายเหลือเกิน
“พลังลูกปัดและหินบำบัด” เขียนโดย พจนา เรืองสุวรรณ เป็นอีกเล่มหนึ่ง ที่มากกว่าเรื่องราวของหินสี และลูกปัดสวยๆ เพื่อเรียงร้อยเป็นเครื่องประดับเท่านั้น
เพราะคนที่ศึกษาเรื่องนี้ ต้องบอกว่าเป็น "ศาสตร์" ที่เปิดแนวคิดทางการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสอดคล้องไปกับวิถีแห่งธรรมชาติ และการรู้จักนำพลังแห่งธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตัวเอง ซึ่งนี่ก็คือสัจธรรมแห่งภูมิปัญญาตะวันออกเรานี่เอง
นายแพทย์สิทธิชัย กุลพรศิริกุล ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับศาสตร์ “การแพทย์ทางเลือก” จากมุมมองของ “แพทย์ปัจจุบัน” ว่า คนโบราณจะรักษาโรคด้วยวิธีการทางธรรมชาติ เพราะพวกเขาเชื่อว่า สิ่งที่มาจากธรรมชาตินั้นมีพลังในตัวเอง คุณหมอให้ความเห็นว่า
"เราเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน โรคเกิดจากเชื้อโรคหรือมาจากปัจจัยที่ก่อโรคเป็นหลัก ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ ในขณะที่แพทย์แผนโบราณ เขาจะมองย้อนกลับไป และให้ความสนใจเกี่ยวกับชนิดและสีสันของหินบำบัดว่า เป็นเหมือนวัตถุที่มีพลัง หมอเชื่อว่าคุณประโยชน์ของมันก็น่าจะเกิดกับคนที่สามารถปรับตัวเองให้รับความถี่ของพลังหินแต่ละก้อนได้"
คุณหมอยังบอกอีกว่า คนโบราณต่างจากคนยุคนี้ คือมีเวลามากกว่าและสภาพจิตใจ หรือความแปรปรวนของคลื่นอาจน้อยกว่า เพราะทุกวันนี้ ทุกๆ สถานที่เต็มไปด้วยคลื่น ทั้งคลื่นวิทยุ คลื่นเสียง ที่ไปรบกวนวิธีการเยียวยา แต่หากใครสามารถปรับคลื่นตนเองให้รับพลังงานจากหินได้ ก็จะได้รับประโยชน์จากการบำบัดด้วยวิธีนี้ แต่ควรจะต้องมีศรัทธาร่วมด้วย คือยอมรับ ทำตัวให้สามารถรับจูน คลื่นความถี่โดยไม่ปฏิเสธและไม่ได้มองว่า สิ่งนั้นเป็นเพียงแค่หิน แต่ควรมองว่าเป็นเครื่องมือสำหรับการรักษา ถ้าเราไม่ได้เชื่อแบบเต็มใจ เราก็คงไม่ได้ประโยชน์จากหิน
"พลังลูกปัดและหินบำบัดมีข้อมูลมากมายจากการตกผลึกทางความคิด จิตวิญญาณ และประสบการณ์อันเนิ่นนานของผู้เขียน ผู้อ่านจะได้รับความรู้ในเรื่องของลูกปัดและหิน บนเส้นทางแห่งความศรัทธาจากอดีตสู่ปัจจุบัน รวมถึงศาสตร์และศิลป์ในการเลือกลูกปัดและหินให้เหมาะสมกับจริตของผู้สวมใส่"
บทบาทของลูกปัดในแต่ละชนชาติ ความเชื่อเรื่องดวงชะตา รวมถึงพลังแห่งการบำบัด เคล็ดลับการรับพลัง การใช้ลูกปัดและหินร่วมกับการทำบุญและปฏิบัติสมาธิ การให้ทาน การถือศีลกินเจ การภาวนา การทำสมาธิ และการทำบุญในรูปแบบอื่นๆ
ประสบการณ์ของผู้ที่เคยสวมใส่ลูกปัดและหิน (ในบทของ Stone Story) อย่างหมออายุรกรรม นายแพทย์อานุภาพ เอื้ออารี ได้เล่าถึงความเชื่อในหินลาพิสลาซูลี คุณหมอเล่าให้ฟังว่า
“เป็นแพทย์อายุรกรรมมา 13 ปี ปัจจุบันอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ โดยส่วนตัว ผมมีความเชื่อในพลังการบำบัดของหิน คือเชื่อว่าหินเป็นวัตถุที่มีพลังธรรมชาติแฝงอยู่ ซึ่งหากเรามีความเชื่อมั่นและศรัทธา ก็จะมีผลต่อการรักษาเยียวยาได้ หินที่เลือกพกติดตัวเป็นหินลาพิสลาซูลี 108 เม็ด นำมาร้อยเป็นประคำ จุดประสงค์ที่ใช้ก็เพื่อช่วยในการบำบัดรักษาคนไข้ นอกจากจะตรวจรักษาโรคด้วยเครื่องมือและยาแผนปัจจุบันแล้ว ยังได้นำความรู้ด้านการแพทย์ทางเลือก คือหินบำบัดมาประกอบเพื่อช่วยในการรักษาด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะเรียนมาในสายการแพทย์แผนปัจจุบัน...
ในขณะเดียวกัน เราก็มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในพลังธรรมชาติด้วย ซึ่งสำหรับบางท่านที่เขาเชื่อมั่นศรัทธาจริงๆ ต้องยอมรับว่าการให้หินบำบัดช่วยเยียวยาทางใจได้ อย่างน้อยก็ทำให้เขามีกำลังใจในการที่จะรักษาเยียวยาตนเอง นอกจากจะใช้หินในการบำบัดผู้ป่วยแล้ว ยังใช้ประคำที่ทำจากหินลาพิสลาซูลี 108 เม็ดเส้นนี้ เพื่อป้องกันตัวเองจากโรคภัย หรือพลังด้านลบที่อยู่ในตัวของคนไข้ เป็นการกันพลังด้านลบเหล่านั้น ไม่ให้ส่งผ่านเข้ามาถึงตัวเราได้ โดยนำมาใช้ในการชำระล้างตัวตน คือใช้ร่วมกับการสวดมนต์ ภาวนา เวลาภาวนาก็นับประคำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกเบิกบาน...
สำหรับหมอแม้จะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ก็เชื่อว่าหากเราน้อมนำพลังจากหินมาใช้ควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบันอย่างเหมาะสม ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาคนไข้ให้บรรเทาหรือหายจากอาการของโรคได้ เพียงแต่เราต้องมีศรัทธาเท่านั้น"
หนังสือเล่มนี้ ได้รวบรวมความรู้ “ศิลป์ชั้นสูง” และ “ศาสตร์เชิงลึก” ที่ได้ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบงานลูกปัดและหิน ที่มีความมุ่งมั่นและศรัทธา ทั้งยังได้กำลังใจครูบาอาจารย์ อย่าง "คุณหมอทักษพงษ์" ที่ถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดในสายปัญญาด้วย
พจนา ได้ศึกษาเรียนรู้พลังของลูกปัดและหินด้วยตัวเองเป็นเวลายาวนาน ในที่สุดได้นำความคิดมาผสมผสานความรู้ของลูกปัดและหิน ผนวกกับความรู้ทางสายปัญญา ที่ได้เก็บเกี่ยวจากครูบาอาจาร์ยมาใช้ในการร้อยลูกปัดและหินให้แก่ผู้คนที่มีความต้องการด้วยความบรรจง เธอเอาใจใส่เสมือนว่ากำลังสร้างสรรค์งานศิลปะลงบนข้อมือของคนเหล่านั้น
สำหรับรายได้ทั้งหมดของผู้เขียน จะมอบให้กองทุนเพื่อเด็กออทิสติก คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และหน่วยโรค ระบบทางเดินอาหารและโรคตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ส่วนผู้สนใจร่วมบริจาคทั้ง 2 กองทุน ติดต่อสอบถามได้ที่ 08-8549-5224



