ไลฟ์สไตล์

ทำเครื่องสำอางจากข้าว

ทำเครื่องสำอางจากข้าว

25 ต.ค. 2553

ของใกล้ตัวเราหลายอย่าง หากนำมาพิจารณาให้ดีๆ อาจเห็นช่องทางที่จะทำให้ดีขึ้นได้อีกมาก หรือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากจนน่าตกใจ อย่างเช่นข้าวหอมมะลิของไทย หรือถ้าจะเรียกให้ถูกต้องก็คือข้าวขาวดอกมะลิ 105

ซึ่งขึ้นชื่อของเรา ปรากฏว่านักวิทยาศาสตร์ของไทยมีความสามารถสูง จนกระทั่งสามารถนำข้าวหอมมะลิดังกล่าว มาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางลบริ้วรอย ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมาก และอีกไม่นานนี้ก็คงจะเห็นตัวสินค้าออกมาวางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป ซึ่งโดยประสิทธิภาพแล้ว สามารถแข่งกับเครื่องสำอางลบริ้วรอยชื่อดังที่กำลังมีชื่อเสียงอยู่ในเมืองไทยได้อย่างสบาย

 ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการค้นคว้าจากภูมิปัญญาเดิมของไทย ซึ่งนักวิจัยคือ ศ.ดร.จีรเดช มโนสร้อย จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้ทำฐานข้อมูลตำรับยาสมุนไพรไทยที่เรียกชื่อว่า “มโนสร้อย 2” โดยรวบรวมข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2536 และพบว่าในตำรับยาทั้งหลายที่เกี่ยวกับยาอายุวัฒนะ และบำรุงผิวพรรณ หลายตำรับ มีข้าวเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย

 จากจุดนี้เองจึงได้จุดประกายให้นักวิจัยทั้งสองท่านคือ ดร.จีรเดช เอง และ ศ.ดร.อรัญญา มโนสร้อย จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เช่นกัน ได้เริ่มให้ความสำคัญกับข้าวที่เรากินกันอยู่ทุกวัน โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ สกัดสารต่างๆ ในข้าว และพบว่ามีสารสำคัญหลายชนิดที่มีคุณสมบัติต้านปฏิกิริยาต่างๆ ที่ก่อให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าหรือผิวหนังอื่นได้เป็นอย่างดี

 นักวิจัยทั้งคู่จึงได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สกว. เพื่อใช้ความรู้ทั้งทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีนาโน มาช่วยกันพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ต้านริ้วรอยที่ทำขึ้นจากข้าวหอมมะลิของไทย ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี โดยมีเอกชนรับเทคโนโลยีดังกล่าวออกไปผลิตเป็นสินค้าเรียบร้อยแล้ว

 ส่วนวิธีการทำคงไม่ขอเล่าในรายละเอียด แต่เมื่อได้สกัดสารจากข้าวหอมมะลิแล้วก็ต้องมีการทดสอบเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อให้มั่นใจได้ว่าใช้ได้ผลจริง โดยใช้อาสาสมัครหลายคนและผ่านกระบวนการวิจัยอย่างเป็นระบบ ใช้เครื่องมือวัดการเปลี่ยนแปลงของริ้วรอยบนผิวหนัง ซึ่งสามารถวัดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์การลดริ้วรอยได้ โดยไม่ได้ใช้การประมาณการโดยสายตา ผลก็คือสารสกัดจากข้าวสามารถลดริ้วรอยบนผิวหนังได้ถึง 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ภายใน 2 สัปดาห์ และเมื่อผ่านไป 6 สัปดาห์ ปรากฏว่าริ้วรอยลดลงได้ถึง 67% ซึ่งให้ผลได้ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์นำเข้าที่มีขายในท้องตลาดปัจจุบัน

 แนวโน้มของการส่งออกเครื่องสำอางของประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่นในปี 2550 ไม่น่าเชื่อว่าการส่งออกเครื่องสำอางของไทยมีมูลค่าถึง 1 พันกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท และมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปีๆ ละประมาณ 20% หมายความว่าธุรกิจเครื่องสำอางของไทยก็น่าจับตามองเช่นกัน และที่สำคัญคือการที่เราสามารถพัฒนาเครื่องสำอางจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติอย่างข้าวหอมมะลิ ก็จะยิ่งกลายเป็นจุดขายสำคัญสำหรับตลาดผู้สูงวัยในโลกที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น และมีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติมากขึ้น

 ดังนั้นผลงานชิ้นนี้จึงนับว่าก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะเราจะได้มีผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความคิดของนักวิจัยไทย โดยใช้วัตถุดิบในประเทศที่มีความจำเพาะและไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสามารถเจาะตลาดด้านการต้านริ้วรอย ที่สามารถเทียบเคียงได้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดเดิม ก็จะยิ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ใหม่ของไทยตัวนี้มีความโดดเด่นมากขึ้นครับ!

รศ.ดร.พีรเดช  ทองอำไพ