ไลฟ์สไตล์

"ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ"แนะมหาวิทยาลัยต้องให้สังคมพึ่งพิงลดความเหลื่อมล้ำ

"ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ"แนะมหาวิทยาลัยต้องให้สังคมพึ่งพิงลดความเหลื่อมล้ำ

25 ต.ค. 2553

ในขณะที่สังคมไทยมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย หลายหน่วยงานต่างพูดถึงความสมานฉันท์ แต่จะมีใครบ้างที่พูดถึง "ต้นตอ" แห่งความขัดแย้ง โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตออกสู่สังคมจะมีส่วนในการทำหน้าที่ “ลดความขัดแย้งได้อย่างไร”

 "ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ" รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้สัมภาษณ์ถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการจะเป็นที่พึ่งให้สังคมว่า มหาวิทยาลัยในวันนี้ต้องพูดถึง “ความพอดีหรือดุลยภาพ” ระหว่างการพัฒนามหาวิทยาลัยกับการช่วยพัฒนาสังคมประเทศชาติ ซึ่งเมื่อเราพูดถึงการช่วยพัฒนาสังคมและประเทศ ก็คือ การพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และต้องพูดถึงในมิติต่างๆ ให้ครอบคลุม โดยชาวมหาวิทยาลัยต้องดูตัวเอง เริ่มจาก...ดุลยภาพหรือความพอดีของสายวิชาการและสายสนับสนุนทางวิชาการ ความพอดีทางวิชาการกับการหารายได้ การของบประมาณแผ่นดินซึ่งคือภาษีประชาชนกับการใช้เงินงบประมาณรายได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็น?

 “การทำงานหรือความรับผิดชอบในวันข้างหน้า ของ มศว และหลายๆ มหาวิทยาลัย คงต้องเน้นเรื่องการปรับดุลยภาพเป็นหลัก ผมต้องเน้นว่าไม่ได้ให้เลิกพัฒนามหาวิทยาลัย และไม่ได้ทำให้ตัวเราเป็นมหาวิทยาลัยชาวบ้าน เรายังต้องร่วมกันปักธงให้ มศว และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้เข้าสู่การเป็น Word class university และมหาวิทยาลัยต้องเน้นความเป็นเลิศ แต่มหาวิทยาลัยต้องช่วยสังคมให้มากขึ้นด้วย"

 ถ้าเราช่วยสังคมได้มากจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้หลายมิติ ตั้งแต่มิติทางด้านเศรษฐกิจ โอกาสทางการทำมาหากิน โอกาสในการเข้าถึงแหล่งดิน น้ำและทรัพยากรในทุกๆ ด้าน มิติทางด้านการเมือง มิติทางด้านสังคม และมิติทางด้านการศึกษา ซึ่งโอกาสทางการศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ถ้าเราแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาความเหลื่อมล้ำในเรื่องอื่นๆ จะลดลง ถ้าเราสนับสนุนให้คนเข้าสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้เยอะขึ้น ไม่ว่าจะด้วยทุน กยศ. หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยการใช้คุณความดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจะทำให้นักเรียนมีโอกาสเข้าสู่การเรียนในระดับที่สูงขึ้น การศึกษาทำให้เรารู้เท่าทันระบบการเมือง รู้ว่านักการเมืองคนไหนดีหรือไม่ดี จะสนับสนุนใครก็อยู่บนฐานหลักคิดเหตุและผล

 "ถ้าเราจะลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นฐานสำคัญในการแก้ปัญหานั้น สิ่งที่ผมอยากเสนอก็คือ มหาวิทยาลัยถือเป็นแหล่งความรู้ แต่มหาวิทยาลัยไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนัก นอกจากการแสดงความคิดเห็น ผมไม่อยากเห็นมหาวิทยาลัยเป็นที่รวมของนักทฤษฎีชั้นยอด แต่เราขาดซึ่งการบริการวิชาการ และมุมมองการบริการวิชาการส่วนใหญ่จะคิดเพียงแค่ว่าไปช่วยชุมชน ช่วยชาวบ้านให้เสร็จสิ้นเป็นโครงการๆ ไป แต่การช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมหรือการปฏิรูปประเทศไทยต่างหาก ถือเป็นพันธกิจการบริการวิชาการแก่สังคม และมหาวิทยาลัยจึงต้องเน้นการบริการวิชาการในลักษณะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมชุมชน ไม่ใช่ไปช่วยเหลือสังคมเพราะบางเรื่องเขารู้ดีกว่าชาวมหาวิทยาลัย"

  นอกจากนี้มหาวิทยาลัยต้องทุ่มเทสรรพกำลังทุกส่วนของมหาวิทยาลัยลงไปสู่ชุมชน อย่าทำงานแบบแยกตัวเองเป็นหน่วยๆ แล้วไปให้บริการเพียงแค่ส่วนเดียว หากแต่ต้องทำงานให้เครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้เองการทำงานของ มศว เราจึงเน้นบริการวิชาการ โดยใช้แผนยุทธศาสตร์ 15 ปี พ.ศ.2553-2567 ที่ได้นำเสนอในแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย 1 จังหวัด 1 มหาวิทยาลัย ที่รัฐบาลประกาศสนับสนุนอยู่ในขณะนี้

 “บ่อยครั้งที่การทำงานและขอผลงานทางวิชาการไม่คอยสอดคล้องและสังคมไทยไม่ได้ประโยชน์ เพราะเรามัวแต่จะให้ต่างชาติยอมรับ เรื่องที่ทำจึงใช้ประโยชน์ไม่ได้กับสังคมไทย ผมคิดว่าต่อแต่นี้ไป รูปแบบการทำงานบริการสังคมจะเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทางสังคมได้อย่างเห็นเป็นรูปธรรม และเมื่อนั้น มหาวิทยาลัยจะเป็นที่พึ่งของสังคมไทยได้อย่างแท้จริง" ผศ.นพ.เฉลิมชัยกล่าวทิ้งท้าย