
แขกรับเชิญ-500 ปี ความสัมพันธ์สยาม-โปรตุเกสตอนที่ 4 : กองพระอาทิตย์ กองพระเยซู
ฉันอยากประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่า ถ้ากองถ่ายสารคดีของเราไม่ได้รับความอนุเคราะห์จากบุคคลสำคัญ 2 ท่าน ที่โปรตุเกส ฉันคงไม่สามารถนำทีมไปถ่ายทำตามแผนได้ครบถ้วนแบบนี้
ท่านแรก ท่านกาศิวัฒน์ ปะรักกะมานนท์ เอกอัครราชทูตประจำโปรตุเกส ซึ่งเพิ่งเกษียณอายุราชการไปเมื่อเดือนกันยายนนี่เอง ฉันได้พบท่านอีกครั้งในงานเลี้ยงบนเรือใบซากรึชเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
ท่านที่สอง คือ คุณอนันต์ พิกุลทิพย์สาคร เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิสบอน
โดยเฉพาะคุณอนันต์นั้นช่วยประสานงานสถานที่ราชการทุกแห่ง เพื่ออนุญาตให้เรายกกองไปถ่ายได้เต็มสูบ พร้อมๆ กับช่วยตามหาผู้เชี่ยวชาญชาวโปรตุเกสใน 3 สาขา (ประวัติศาสตร์-โบราณคดี-จดหมายเหตุ) ตามที่ฉันร้องขอไป เพื่อเชิญมาเข้าฉากร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 สาขาจากประเทศไทย นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่คณะถ่ายทำของเราต้องมี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ คุณเอิบเปรม วัชรางกูร และ คุณกรพินธุ์ ทวีตา มาร่วมหัวจมท้ายด้วย
ท่านทูตกาศิวัฒน์เดินทางไปพบผู้อำนวยการสถานที่ราชการบางแห่ง เพื่อเอ่ยปากขออนุญาตแทนพวกเรา ด้วยตัวท่านเอง
ฉันระลึกถึงความกรุณาในครั้งนั้นแล้วรู้สึกซาบซึ้งใจเหลือเกิน เพราะว่าฉันสร้างความเดือดร้อนให้ท่านมาแล้วหนหนึ่ง เมื่อครั้งเกิดเหตุสุดวิสัยต้องเลื่อนการเดินทางออกไป การนัดหมายคิวสถานที่และคิวผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อต้องเลื่อน ท่านทั้งสองจึงพลอยเสียคำพูดไปด้วย
3 เดือนต่อมา พวกเราพร้อมเดินทางจริง ท่านทูตและคุณอนันต์ก็ยังยินดีช่วยเหลือสุดจิตสุดใจ...กราบขอบพระคุณอีกครั้งนะคะ
หลังอาหารเย็นที่ท่านทูตกาศิวัฒน์กรุณาเปิดทำเนียบเลี้ยงพวกเรา คุณอนันต์ น้องตาล และพวกเราประชุมกันต่อเกี่ยวกับรายการถ่ายทำวันต่อๆ ไป บางรายการจำต้องสลับวัน บางรายการต้องปรับช่วงเวลา ต้องแก้ปัญหาสารพัด แต่ฉันกลับรู้สึกคึกคักขึ้นอีกเท่าตัว
..."ปัญหา" ก็เหมือนขนมหวาน ทานอร่อยดี แต่ถ้ามาถี่ๆ อาจฟันผุและอ้วนถ้าไม่ระวัง
"พี่อยากเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นเหนือแม่น้ำ เราควรไปถ่ายที่ไหนดี ถึงจะได้ภาพงามๆ" ฉันจัดปัญหาล่าสุดให้คุณอนันต์และน้องตาลไปหนึ่งดอก
หลังจากทั้งคู่หารือกันเองและหันไปถามเจ้าหน้าที่ชาวโปรตุเกส ก็ได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็นย่าน Parque das Nacoes ที่นั่นมีทำเลเหมาะ
พวกเราวางแผนแบ่งกองกำลังตามความสมัครใจทันที
"กองหนึ่งถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น ต้องตื่นตีสี่ครึ่ง พอกลับเข้าโรงแรมก็พักได้เลยจนถึงเที่ยง ส่วนกองสองตื่นปกติหกโมงเช้าออกไปถ่ายอนุสาวรีย์พระเยซูกางแขน ต่อด้วยพิพิธภัณฑ์กุลเบงเกียน แล้วกลับมาสมทบคณะตอนเที่ยง ใครจะเลือกกองไหนดี" ฉันโยนปัญหาอีกดอกให้ทีมงาน
"ถามพี่ๆ ช่างภาพแล้วกัน ปูยังไงก็ได้" ปูตอบ
พี่แบล็คเสนอว่าเขาเคยไปถ่ายอนุสาวรีย์พระเยซูแบบเดียวกันที่ประเทศบราซิลมาแล้ว คราวนี้ขอเลือกถ่ายพระอาทิตย์ขึ้น พี่โบ้พยักหน้ารับ สองหนุ่มตกลงกันเองโดยไม่ต้องเป่ายิ้งฉุบ
เราแบ่งกองย่อยชุดเดิม ปู พี่แบล็ค แชมป์ เป็น "กองพระอาทิตย์"
ฉัน พี่โบ้ เสี่ยกอล์ฟ เป็น "กองพระเยซู"
ส่วนวิทยากรสมัครใจพักผ่อนรออยู่ที่โรงแรม ยกเว้นคุณเอิบเปรมอาสามากับทีมฉันด้วย
เช้าวันต่อๆ มา ฉันตื่นตีห้าครึ่ง เลิกผ้าม่านหน้าต่างโรงแรม มองหาทิศที่ตะวันเรื่อเรืองพร้อมส่งแรงใจไปให้กองพระอาทิตย์ ฉันแน่ใจว่าฉันอธิษฐานขอให้เทพแห่งตะวันและพระเยซูเจ้าจงดลบันดาลให้การถ่ายทำของเราราบรื่นทั้งสองกอง
ฉันเจอปู พี่แบล็ค และแชมป์ อีกครั้งตอนเจ็ดโมงเช้าที่ห้องอาหารในโรงแรม แต่ละคนมีสภาพเหมือนเมาเห็ด
หนุ่มผมยาวอย่างพี่แบล็คกลายเป็นหนุ่มผมกระเซิงยุ่งเหยิง นัยน์ตาแดงก่ำ ปูเดินตัวลอยๆ เหมือนเท้าไม่แตะพื้น ส่วนแชมป์ขี้ตายังกรัง แต่ละคนสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนาๆ เพราะอากาศยามหัวรุ่งหนาวจับใจ ไหนจะสายลมแรงแห่งโปรตุเกสอันลือชื่ออีกต่างหาก
"นอนกันทั้งชุดนี้แหละ ตื่นมาแปรงฟันอย่างเดียวออกได้เลย" ปูบอกเสียงแหบแห้ง
ได้เวลาที่กองพระเยซูออกปฏิบัติการบ้างแล้ว พวกเรานั่งรถบัสคันเก่งไปถึงที่หมายราว 30 นาที รอบนี้มีน้องตาลมาสมทบด้วย
ฉันเดินแหงนคอตั้งบ่ามองพระเยซูจากใต้ฐานอนุสาวรีย์ พี่โบ้ตั้งกล้องมุมโน้นมุมนี้ เสี่ยกอล์ฟสลัดมาดเศรษฐีล้มตัวพังพาบกับพื้นหญ้าเพื่อถ่ายอนุสาวรีย์จากมุมเสยผ่านพุ่มดอกไม้สีสดใส
สังเกตเห็นป้ายผ้า Obrigado ที่แปลว่า "ขอบคุณครับ" (ถ้าเป็นผู้หญิงพูดว่า Obrigada) ห้อยลงมาจากฐานอนุสาวรีย์ ฉันก็แสนสงสัยว่าพระเยซูท่านทรงขอบคุณใคร?
น้องตาลช่วยไขความเซ่อซ่าว่าก่อนหน้าที่พวกเราจะมาแค่ 1 เดือน สมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จเยือนโปรตุเกส ชาวโปรตุเกสเลยทำป้ายผ้าเพื่อขอบคุณพระองค์ในนามของพระเยซูเจ้า
ฉันพยักหน้าหงึกหงัก พอพี่โบ้กับเสี่ยกอล์ฟถ่ายภาพกันสาแก่ใจแล้ว พวกเราก็ชวนกันเต๊ะท่าถ่ายรูปหมู่บ้าง
ได้เวลาพาพลพรรคกลับโรงแรม ส่วนฉันและคณะวิทยากรทั้ง 3 ท่าน ออกไปชมพิพิธภัณฑ์กุลเบงเกียนต่อ ฉันไม่ค่อยประทับใจพิพิธภัณฑ์เอกชนแห่งนี้เท่าไรนัก
"ก็แค่คอลเลกชั่นของเศรษฐีมีรสนิยม ใช้เงินกว้านซื้อศิลปวัตถุจากอียิปต์บ้าง จากที่อื่นบ้าง มาเป็นสมบัติของตัวเอง มีมูลค่าแต่ไม่มีคุณค่า ไม่มีเรื่องราว" ฉันบ่นในใจ กะไม่ให้ใครรู้
ว่าแล้วก็ขออนุญาตคุณผู้อ่านกั๊กข้อมูลสถานที่สำคัญๆ ในลิสบอนไว้ให้ทุกท่านรอชมกันเต็มๆ ในสารคดีประวัติศาสตร์ชุดพิเศษนี้กันนะคะ
รอบหน้าฉันจะพานั่งรถบัสล่องใต้ไปเมืองลากุชกันค่ะ....ที่นั่นมีประวัติศาสตร์การค้าทาสรออยู่
ติดตามตอนต่อไปวันจันทร์หน้า
ยุวดี วัชรางกูร Twitter @Yuwadee_doc



