ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-ก้นครัว (I)

เล่นหูเล่นตา-ก้นครัว (I)

25 ต.ค. 2553

การใช้เวลาอยู่บนเวทีของฉันกับการวุ่นวายอยู่ในก้นครัวถ้าเทียบกับเวลากันแล้วมันคงใช้เวลาในชีวิตของฉันไปพอๆ กัน…

 ภาพของแม่และน้าสุกที่ง่วนอยู่กับการทำอาหารใส่ปากใส่ท้องของคนทั้งบ้านเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันรักและหลงใหลการกินและทำอาหารซึ่งเสน่ห์ของมันอยู่ที่คำว่าอิ่มและอร่อย 

 แม่กับน้าจะต้ม ผัด แกง ทอด ตำ โขลก สับ อยู่หลังบ้าน โดยมีฉันวุ่นวายอยู่ใกล้ๆ ทั้งๆ ที่แม่มักไล่ให้ไปดูทีวีจะได้ไม่เกะกะขณะที่พี่น้องนั่งจ้องการ์ตูน ฉันกลับจ้องสิ่งที่อยู่บนเตา ตาดู หูฟัง และดมกลิ่นหอมของอาหารจนกว่าจะได้ลิ้มรสของมันเวลาที่แม่บอกให้ “ชิม” ฉันคงเป็นลูกคนเดียวในพี่น้องทั้ง 4 คนที่ออกจะแก่แดดและหน้าแก่เกินใครคิดอะไรเกินวัยและเกินหน้าจะอำนวยให้ ใครจะวิ่งเล่นก็เล่นไป ส่วนฉันนั่งเพ้อฝันว่าสักวัน “ฉันต้องรวย” สะกดจิตตัวเองได้ตั้งแต่เด็กคงเพราะคิดแบบเด็กๆ ว่า “มีเงินก็ซื้อได้ทุกอย่าง” และเมื่อเติบโตมาก็ได้พบว่า… มันเป็นจริงเช่นนั้น! แม้จะยังไม่เชื่อหมดใจว่า เงินจะซื้อใจคนได้…ทุกคน!

 จากคำที่พร่ำบอกตนเองเช่นนั้นจนถึงวันที่ฉันรู้จักทำมาหากินด้วยเสียงของตัวเอง สิ่งที่ฉันยังไม่เคยพาตัวเองไปเจอคือ ความจนและความอดอยาก จากคำขวัญที่ว่า “หนักเอาเบาสู้” ชีวิตเลยไม่เคยอับจน 

 ทุกครั้งที่ได้กลับมาบ้านแม่ ค้างอยู่หลายวัน วันๆ ฉันก็ขลุกอยู่ที่เดียว ที่ๆ จะหาฉันเจอไม่ใช่หน้าทีวีหรือห้องนอน แต่เป็น “ห้องครัว” ที่ๆ ฉันใช้ทำกับข้าว กินข้าว คุยโทรศัพท์ ทำงาน ต่อเพลง เขียนหนังสือ หรือ นินทา เล่นกับหลานๆ และหมาๆ ก็ที่เดียวกันนั่นแหละ…“ก้นครัว”

 ครัวเปิดโล่งปูพื้นกระเบื้องสีส้มตัดกับผนังกระเบื้องสีขาว โต๊ะกลางอย่างใหญ่ทำจากหินแกรนิตเขียวที่สั่งทำอยู่ติดกับสวนเล็กๆ ต้นไม้ร่มรื่น มอสสีเขียวที่ขึ้นคลุมอิฐสีส้มเหมือนกระดาษห่อของขวัญที่รังสรรค์โดยธรรมชาติ อากาศชื้นๆ ลมเย็นๆ เสียงนกร้อง และหมาเห่า วันไหนฝนตกปรอยๆ กลิ่นฝนผสมกลิ่นดินและไอจากใบไม้ทำให้ความสุขจับตัวอยู่ในก้นครัวเล็กๆ นั้น 

 “วุ้ย…วันก่อนดูทีวี เพิ่งรู้ว่าคุณคิ้มรวย มีบ้านหลังใหญ่หลายสิบล้าน คนใช้หลายสิบคน” ฉันอดนึกขำไม่ได้ เวลามีใครมาทักแบบนั้นด้วยความเข้าใจผิดเพราะดูไม่จบรายการถึงตอนท้ายที่เฉลยความจริงว่าเป็นบ้านของคุณกรณ์ ณรงค์เดช เจ้าของรายการประกวดร้องเพลงเคพีเอ็นอวอร์ด (KPN Award) ถ้าให้ฉันอยู่บ้านแบบนั้นคงอยู่ได้ไม่ทันข้ามวัน เพราะฉันไม่ได้โตมาแบบนั้น เจ๊กแบบฉันมันมีชีวิตในแบบเจ๊กๆ ของฉันเอง ไม่ว่าจะเคยไป เคยเห็นบ้านสถานที่โรงแรมที่หรูหราก็ไม่เคยรู้สึกอิจฉา หรืออยากจะครอบครองเพราะนอกจากไม่ใช่ของเราแล้ว ยังไม่ใช่ตัวเราอีกต่างหาก แล้วฉันจะฝันใฝ่ไปไกลให้ความอยากมันทะยานขึ้นไปไกลกว่าตัวของเราทำไมเล่า เอาง่ายๆ แบบนี้ดีกว่า

 “สุขกับความเคยชิน”

 ก้นครัว เปรียบเสมือนห้องเรียนคหกรรม ห้องทดลองของฉันเมื่อไหร่ที่ได้ไปชิม ไปเห็นอะไรมาก็หัดทำกับหลานๆ ในครัวนี่แหละ เจ้าบิว หลานชายคนเล็กวัย 14 ปี แต่ตัวจิ๋วเหมือนภูติแคระ มันรบเร้าให้ทำพิซซ่าให้กิน ฉันก็ต้องโทรศัพท์ไปถาม “ปอม” (ธนทรรศน์ วรางค์รัตน์) เจ้าของคอลัมน์อาหารในวอลลุ่มที่ทุกวันนี้ไปเป็นเชฟอยู่ที่อังกฤษ (ไฮโซ…) ว่าซอสแดงๆ ที่ทาพิซซ่าน่ะเขาทำกันยังไง ก็ได้ความว่า…เอากระเทียมจีนสับละเอียดผัดกับน้ำมันมะกอกตามด้วยหอมใหญ่สับ แครอทสับ เซเลอรี่สับ (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ถ้าหายากนัก) มะเขือเทศลูกใหญ่ปอกเปลือกเอาเมล็ดออกแล้วสับ มะเขือเทศเป็นลูกๆ ในกระป๋อง (ซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ตไฮโซ) มะเขือเทศบดเข้มข้น (Tomato Paste) เติมน้ำซุปหมูหรือไก่ก็ตามใจ (ถ้าไม่มีให้ใส่คนอร์ก้อนลงไปแทน) เติมเกลือ ใบเบย์ (Bay Leaves) ใส่ใบกระวานแทนก็ได้ โรยผงออริกาโน่ (Origano) ไอ้ที่ฉุนๆ ที่โรยบนพิซซ่านั่นแหละ เคี่ยวไปสักชั่วโมงจนเปื่อยเข้ากัน ชิมดู ปรุงเอาตามใจ คุณปอมบอกว่า ซอสนี่แหละที่เป็นพื้นฐานของซอสสปาเกตตีแค่เติมหมูสับ แฮม ไส้กรอก เบคอน หรือ ของทะเล หอย กุ้ง ปู ลงไปแล้วราดบนเส้นสปาเกตตีต้ม แค่นั้นก็อร่อยแล้ว แถมถูกเพราะทำเอง

 เมื่อก่อนฉันก็ว่ามันทำยากแต่พอทำเข้าจริงๆ ง่ายกว่าแกงเขียวหวานของเราเสียอีก เครื่องปรุงก็มีแค่เกลือกับพริกไทยไม่อะยะอะยังแบบคนไทยที่สุดแสนจะสไปซี่ เครื่องเทศและสมุนไพรนานาชนิด ไม่เชื่อลองทำดูพอได้ซอสสีส้มแดงนี่แล้วที่เหลือหลับตาทำยังไหว แป้งพิซซ่าหาซื้อตามวิลล่าซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสำเร็จรูปขายแต่ฉันชอบแป้งบางกรอบเลยดัดแปลงเอา “แป้งสาลีทอร์ทิล่าส์” ของเม็กซิกันมาใช้แทน เป็นแป้งสาลีแผ่นบางที่คนเม็กซิกันเอาไปจี่ใส่กระทะ แล้วใส่เครื่องที่เป็นเนื้อสัตว์กับผักกัดกินเป็นคำๆ ให้ใช้ยี่ห้อ “ ดานิต้าส์” (Danitas) เพราะถูกและดี (มี 10 แผ่นในซอง)

 คุณปอมบอกพอได้แป้งแล้วให้เอามัสตาร์ดสีเหลืองๆ ทาบางๆ บนแป้งพิซซ่า 1 รอบ มันจะช่วยดึงรสชาติซอสมะเขือเทศให้เด่นขึ้น (เขาบอกมา) แล้วป้ายซอสที่ทำไว้ทับลงไป คราวนี้เอาชีส 2 อย่าง (แพงก็ตรงนี่แหละ) ทั้งมอสซาเรลล่า (Mossarella) กับ พามีซาน (Parmesan) กลิ่นเหมือนตีนเน่าแต่เข้ากันดีมีขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปโรยลงไป (ไอ้ที่เขาโฆษณาชีสหนืดๆ ก็มอสซาเรลล่านี่แหละ) โปะเครื่องลงไปให้หนำใจทั้งเบคอน ไส้กรอก แฮม สับปะรดกระป๋องอยากใส่อะไรก็ใส่ลงไปตามใจเอาเข้าเตาอบ 15 นาที แค่นี้ก็กินอร่อยและถูกกว่าซื้อเขาเป็นไหนๆ คราวที่แล้วสั่งมากิน 2 ถาด หมดไป 1,000 บาท ยังไม่รู้สึกอิ่ม นอกจากรู้สึกแพง! พอทำเป็นแล้วกินไปสะใจไปซื้อกินอยากแพงดีนัก ทำกินเองเสียเลย บ่อยเท่าที่อยากทำ ตอนนี้เจ้าบิวหลานฉันมันทำฝากข้างบ้านเป็นที่เบิกบาน ทุกวันนี้เจออะไรอร่อยๆ แต่แพง เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ต้องหัดทำให้ได้จนกว่าจะอร่อยถูกใจได้กินกันทั้งบ้าน

 ตอนนี้นอกจากสปาเกตตีคาโบนาร่าแล้ว พิซซ่าก็เป็นอีกอย่างที่ทำกินที่บ้านได้ง่ายๆ เตาอบก็ไม่ต้องซื้อเครื่องใหญ่ๆ แพงๆ เอาเครื่องละพันสองพันก็หรูแล้ว อบได้เหมือนกัน ของที่ใช้ในครัวที่อบพิซซ่ากินกันอิ่มทั้งบ้านก็เป็นของแถมซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้วเขาแถมมา…เออ เริ่ด! แบบนี้แล้วคำว่า “ฉันต้องรวย” คงอยู่ใกล้ๆ คนขี้งกแบบฉัน

 ก้นครัวเป็นห้องที่มีชีวิตชีวาที่สุดในบ้านนะฉันว่า มันเป็นที่ๆ มีความสมดุลของหยินหยาง ความหิวและความอิ่ม ความว่างเปล่าและการเติมเต็ม ตราบใดที่คนทุกคนยังต้องกินและตราบใดที่คนที่บ้านฉันยังชอบสรรมากิน ก้นครัวก็จะเป็นที่ๆ อึกทึกและสนุกที่สุดในบ้านของฉัน คราวหน้าจะเอาเมนูใหม่ๆ ที่ลองทำมาเล่าให้ฟังอีก

 ป.ล.คุณปอมสอนฉันว่า การทำอาหารไม่มีกฎตายตัว ทำไปชิมไป ปรุงไป จนกว่าลิ้นจะเจอคำว่า “อร่อย” อร่อยใคร อร่อยมัน ไม่ต้องดัดจริตตามฝรั่งแล้วสั่งตัวเองให้อร่อย! แรง…แต่เริ่ดค่ะ

 เจนนิเฟอร์ คิ้ม