ไลฟ์สไตล์

อภิสิทธิ์นำประกาศเน้นพัฒนาผู้เรียนปฏิรูปการศึกษา

อภิสิทธิ์นำประกาศเน้นพัฒนาผู้เรียนปฏิรูปการศึกษา

22 ต.ค. 2553

นายกรัฐมนตรีนำทีม"ชินวรณ์"-ผู้บริหารศธ.ประกาศจุดเน้นพัฒนาผู้เรียน ชี้เป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา สร้างคนให้มีความสามารถ มีคุณธรรม มีความสุข แนะต้องไม่ให้การศึกษาแยกตัวออกมาจากสังคมหรือจากชีวิตจริง เดินหน้าพัฒนาอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งเรียนรู้-ภาษาต่างประ

ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ เมื่อวันที่   22  ต.ค.2553 กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดงานการประกาศจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เส้นทางสู่ความสำเร็จการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานพร้อมกล่าวปาฐกถา ในหัวข้อ “จุดเน้นคุณภาพผู้เรียน จุดเปลี่ยนการปฏิรูปการศึกษาไทย” โดยนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารของ ศธ. ผู้เกี่ยวข้อง ผู้บริหารและครู เข้าร่วมงาน

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นโยบายสำคัญของรัฐบาลได้ประกาศไว้ว่า การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนเรื่องคุณภาพคนซึ่งจะดำเนินการต่อเนื่องจนถึงปี 2561 โดยเรื่องนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทยที่จะนำมาสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการมีสังคมที่สงบสุข ทุกคนมีความเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ได้มีการขับเคลื่อน และมีการประกาศวิสัยทัศน์ มีความต่อเนื่องมาจากการปฏิรูปการศึกษาในช่วง 10 ปีแรก และบางส่วนได้มีการเพิ่มเติมเป้าหมาย รวมถึงมาตรการที่มีความจำเป็นในปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาในมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นอย่างเป็นระบบ

 “เราต้องเก็บเกี่ยวกับประสบการของการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาในช่วง 10 ปีแรกที่ต้องยอมรับว่ามีทั้งผลสำเร็จ ข้อจำกัด ความล้มเหลว และบทเรียนสำคัญที่หลายฝ่ายมองเห็นตรงกันการปฏิรูปปีแรกเราสูญเสียเวลา ทรัพยากรในเรื่องของโครงการการบริหารจัดการ ทำให้มองข้ามเรื่องที่สำคัญที่สุดคือคุณภาพของผู้เรียน ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 จึงต้องมีนโยบายชัดเจนที่จะมุ่งไปสู่เรื่องคุณภาพของผู้เรียน เพราะถือเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นเป้าหมายว่า จะต้องสร้างคนให้มีความสามารถ มีคุณธรรม มีความสุข เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมไทยที่ส่งผลให้ประเทศมีสังคม มีเศรษฐกิจ มีการเมืองที่ดี และแม้การศึกษาในปัจจุบันจำเป็นต้องสร้างทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือ ต้องไม่ให้การศึกษาแยกตัวออกมาจากสังคมหรือจากชีวิตจริง เหมือนระบบการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะความรู้ ความสามารถด้านทักษะในการประกอบอาชีพ ที่ทำให้มีปัญหาในเรื่องของการว่างงาน การละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดของคนหนุ่มสาว จนนำมาสู่ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย” นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้เราต้องพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะเรื่องภาษาต่างประเทศ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการเรียนรู้เพราะแหล่งเรียนรู้ขนาดใหญ่อยู่ในโลกของอินเทอร์เน็ต โดยเพราะส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ของแหล่งข้อมูลดังกล่าว เป็นภาษาต่างประเทศ และเกือบร้อยละ 90 เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศด้วย ทักษะตรงนี้รัฐบาลให้ความสำคัญและต้องการในประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะเดียวกันจะต้องมีการผลักดันและให้ความสำคัญในเรื่องของการเรียนรู้จากกิจกรรม หรือการเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างจริงจัง

 นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า  ส่วนของกระบวนการจัดการเรียนการสอน เรื่องของปรับปรุงคุณภาพการศึกษาถูกเขียนไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน หลายครั้งมีการบอกเสมอว่าการปรับปรุงจุดเน้นคุณภาพการศึกษาถูกเขียนไว้ในหลักสูตร เพียงแค่แก้เนื้อหาสาระก็สามารถยกระดับได้แล้วแต่ทราบกันดีว่าไม่ใช่เช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเขียนอะไรก็ได้ลงในหลักสูตรเพียงแต่ต้องดูว่าสิ่งที่เขียนนั้นสะท้อนถึงตัวผู้เรียนหรือไม่ ยังมีกระบวนการมากมารองรับ การเตรียมการสอน การเตรียมบุคลากร การปรับเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมการศึกษาสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งหากไม่ได้รับการส่งเสริมรองรับจะไม่มีประโยชน์ในการปรับเปลี่ยนหลักสูตร

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า  การปรับต้องสอดรับกับคุณลักษณะกับจุดเน้นคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนจุดเน้นเรื่องของคุณภาพผู้เรียนในช่วงแรกของการปฏิรูปการศึกษา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสังคม เช่น เมื่อปรับเวลาเรียนร้อยละ 30 ซึ่งเป็นการปรับลดการเรียนที่ซับซ้อนปัจจุบันไปสู่การเรียนรู้หลากหลายนั้นจะไม่มีสูตรสำเร็จในสถานศึกษา เขตพื้นที่นั้น ๆ แต่หากผู้ปกครอง ผู้บริหาร ชุมชนท้องถิ่นควรมีส่วนร่วมในการชี้นำแนวทาง นอกเหนือจากการกระตุ้นให้เกิดรูปแบบใหม่ยกระดับคุณภาพผู้เรียนเป็นวิธีการสำคัญที่ให้สังคมให้ความใส่ใจการศึกษา เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

 นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในเรื่องของการประเมินผลเพื่อให้ได้ทราบถึงการดำเนินการขับเคลื่อนทั้งหมดว่าได้เกิดขึ้นจริง และสามารถรับรู้ถึงปัญหา ข้อจำกัดต่างๆ ที่จะนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการและปรับปรุงคุณภาพของผู้เรียน แต่การวัดผลและการประเมินผลจะต้องมีรูปแบบที่ง่าย ตรงกับเป้าหมาย และไม่เป็นภาระต่อผู้ประเมิน ในอดีตคนปฏิบัติงานภาครัฐได้ยินคำว่าประเมินแล้วกลัว เพราะที่ผ่านการปฏิรูปไม่ใช่เพียงปฏิรูปการศึกษา แต่ยังมีการปฏิรูประบบราชการด้วย ซึ่งแต่ก่อนเรามีการประเมินน้อยมาก แต่เมื่อปฏิรูประบบราชการก็มีการประเมินมาก จนกลายเป็นเรื่องสำลักการประเมิน และการประเมินกลายเป็นภาระและหลายครั้งผลประเมินไม่สะท้อนไปสู่การปรับปรุงการทำงานได้

 "จุดนี้ ศธ.ทราบดีเร่งจะแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว เช่น กระบวนการประเมินผลงานต่าง ๆ มีทิศทางลดภาระเอกสารเพิ่มเชื่อมโยงการประเมินต่าง ๆ เข้าสู่เป้าหมายการศึกษาคือการปรับการเรียนการสอน  ผมได้ย้ำ รมว.ศธ. และผู้บริหารให้วัดและประเมินผลตรงเป้าหมาย และไม่เป็นภาระกระทบกระเทือนจนทำให้กระบวนการนี้ไปกระทบการสอน และหากทุกภาคส่วนได้ร่วมมือและมีส่วนร่วมในการปฏิรูประบบการศึกษาของไทยอย่างจริงจังแล้ว จะทำให้สิ่งที่กำหนดไว้ในวันนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ในระยะเวลาของการปฏิรูปการศึกษาของประเทศในทศวรรษที่สองอย่างแน่นอน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

  นายชินวรณ์ กล่าวว่า การกำหนดจุดเน้นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนครั้งนี้ เป็นแนวทางการชี้แจงให้ครู ผู้บริหาร ตลอดจนผู้ปกครอง ประชาชน เกิดความเข้าใจและมีส่วนในการพัฒนาผู้เรียนร่วมกัน จุดเน้นที่กำหนดครั้งนี้มีความสอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย เนื่องจากการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงระดับม.6 ซึ่งผู้เรียนมีระดับพัฒนาการที่แตกต่างกัน และ ต้องขับเคลื่อนการเรียนรู้นั้นให้สอดคล้องต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ระดับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน  อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการสร้างความเป็นพลเมืองที่มีความสามารถเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกได้

 รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า   ศธ.มีความมั่นใจในการประกาศการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนครั้งนี้  เป็นการกำหนดแผนที่จะเดินทางไปสู่ความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมขั้นตอนต่างๆ เริ่มจากระยะที่ 1 คือ การสืบค้น วิเคราะห์ การศึกษาข้อมูลของผู้เรียนเป็นรายบุคคล จัดทำแผนจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 2 และระยะที่ 3 เป็นการบ่มเพาะประสบการณ์  สานต่อองค์ความรู้  แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง   ครูมีการออกแบบการเรียนรู้ที่ใช้แหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม ระยะที่ 4 และระยะที่ 5 นำสู่วิถีคุณภาพและมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ ภายในปีการศึกษา 2555   ซึ่งจะมีกระบวนการสร้างนวัตกรรม  แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำสู่การปรับวิถีการเรียนรู้ในห้องเรียนสู่วัฒนธรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ โดยผ่านการเรียนรู้ภายในห้องเรียนและนอกห้องเรียนอย่างแท้จริง