ไลฟ์สไตล์

ปรับโครงสร้างหนี้คู่ฟื้นฟูอาชีพ 
ภารกิจเร่งด่วน"กองทุนฟื้นฟูฯ"

ปรับโครงสร้างหนี้คู่ฟื้นฟูอาชีพ ภารกิจเร่งด่วน"กองทุนฟื้นฟูฯ"

21 ต.ค. 2553

"ผมเคยปิดป่า ยกเลิกสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศเพื่อคงป่าให้บ้านเมืองมาแล้ว วันนี้ผมอยาก "ปลดหนี้" ให้พี่น้องเกษตรกร" คำกล่าวของพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจของนายกรัฐมนตรีในการนำเสนอโครงการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูอาชี

  สอดรับกับคำยืนยันของ กนก วงศ์ตระหง่าน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีที่ว่าการปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรครั้งนี้ถือว่าเป็นนวัตกรรมทางนโยบายที่สำคัญมาก รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง เชื่อว่าเมื่อปรับโครงสร้างหนี้แล้ว สุดท้ายเกษตรกรจะลุกขึ้นยืนได้ดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง มีศักดิ์ศรีและพึ่งพาตนเองได้

 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรนั้น ถือเป็นหน่วยงานหลักและเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ สามารถดำเนินการจัดการหนี้สินเกษตรกรได้เพียง 12,315 รายจากที่ขึ้นทะเบียนหนี้ 419,245 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนหนี้ไว้ เป็นเหตุให้เกษตรกรถูกฟ้องร้องดำเนินคดี บางรายถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด สูญเสียที่อยู่อาศัยและที่ดินประกอบอาชีพเกษตรกรรม

 "การปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูอาชีพตามมติครม.เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 นั้นให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและธนาคารของรัฐทั้ง 4 แห่งได้แก่ ธ.ก.ส. กรุงไทย ธ.อ.ส. และออมสิน เพื่อดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการคือ ขอให้ธนาคารเจ้าหนี้พักชำระเงินต้นครึ่งหนึ่งและดอกเบี้ยทั้งหมดไว้ก่อน โดยเกษตรกรผ่อนชำระหนี้เงินต้นที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งและระยะเวลาตามที่ตกลงกัน แต่ไม่เกิน 15 ปี เมื่อเกษตรกรได้ชำระหนี้คืนงวดสุดท้ายแล้ว เงินต้นและดอกเบี้ยที่พักไว้จะได้รับการยกเว้นให้ทั้งหมด"

 วิชิต จันทะแจ้ง รักษาการเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เผยต่อ "คม ชัด ลึก" ถึงแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล ขณะเดียวกันก็จะมีการฟื้นฟูอาชีพไปพร้อมๆ กัน ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม โดยเริ่มจากการปรับความคิด ทัศนคติไปพร้อมกับการจัดทำแผนชีวิต โดยกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้จะต้องเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรอาชีพ 9 อาชีพ (ทำนา ปลูกพืชไร่ ยาง ปาล์ม ไม้ยืนต้น ปศุสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและประมง) ตามศูนย์เรียนรู้ชุมชนหรือศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ตลอดจนสถาบันการฝึกอบรมทั้งของภาครัฐและเอกชนตามที่กำหนดไว้เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน

 จากนั้นก็จะมาฟื้นฟูอาชีพหลักโดยผ่านองค์กรเกษตรกรที่สมาชิกสังกัด โดยรัฐจะจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรไปทดลองปฏิบัติใช้จริงในอาชีพหลักเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต โดยมีกรรมการองค์กรเป็นผู้ติดตามกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณร่วมกับสมาชิกและรายงานให้สำนักงานกองทุนฯ ทราบเป็นระยะตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้

 "ระหว่างที่ฟื้นฟูอาชีพหลักเราก็ต้องหาอาชีพเสริมด้วยเพื่อที่จะให้เขามีรายได้เพิ่ม อย่างถ้ามีอาชีพทำสวนยางพารา ประมาณ 6-7 ปีกว่าจะกรีดได้ ระหว่างนั้นก็หาพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นปลูกเพื่อจะมีรายได้ไปก่อน หรืออาจจะฝึกอบรมอาชีพที่เขาสนใจ ซึ่งในส่วนนี้เราจะมีทุนแบบให้เปล่าและทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกรที่สนใจด้วย"

 รักษาการเลขาธิการสำนักงานกองทุนฯ คนเดิมย้ำด้วยว่า สำหรับการจัดทำหลักสูตรการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร ขณะนี้ได้เตรียมวิทยากรและจัดทำเอกสารประกอบการฝึกอบรม ตลอดจนการลงมือปฏิบัติจริงในอาชีพหลักของเกษตรกรเรียนร้อยแล้ว โดยมีการแบ่งการอบรมออกเป็น 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 1 จำนวน 8 หมื่นรายระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2553 รุ่นที่ 2 จำนวน 161,818 ราย ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน 2554 และรุ่นที่ 3 จำนวน 2.3 แสนราย ระหว่างเดือนตุลาคมถึงกันยายน 2555 ซึ่งหากการดำเนินงานเป็นไปตามแผนดังกล่าว การปรับโครงการสร้างหนี้และฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรของรัฐบาลก็จะสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้ประกาศเป็นนโยบายไว้

"สุรัตน์ อัตตะ"