
สาวยุคใหม่ไม่ทอดทิ้งวิถีสตรีไทย
ภาพผู้หญิง...ที่ขลุกตัวอยู่ในครัวเพื่อตระเตรียมข้าวปลาอาหารให้แก่สมาชิกในครอบครัว ถูกฉายทับด้วยภาพ...สาวทันสมัย "หิ้ว" ถุงอาหารออกจากร้านสะดวกซื้อ
ภาพน้อยสาวใหญ่...ที่นั่งล้อมวงประดิดประดอยร้อยมาลัย จัดดอกไม้ และงานฝีมือ เพื่อนำไปใช้เป็นพุทธบูชาหรือตกแต่งบ้านเรือน ถูกฉายทับด้วยภาพ...วัยรุ่น "หอบ" ช่อดอกไม้ช่อโต หรือสิ่งของกระจุกกระจิกออกจากห้าง
ภาพแม่บ้านและสมาชิกในครอบครัวยืนรอใส่บาตรพระเพื่อความเป็นสิริมงคลสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ ถูกฉายทับด้วยภาพ...สาววัยทำงานรีบเร่งออกจากบ้านตั้งแต่ก่อน "ไก่โห่" ออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ...
ที่กล่าวมานี้ใช่จะบอกว่าคนรุ่นใหม่กำลังละทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่โบร่ำโบราณ เพียงแต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยน วิถีชีวิตของผู้คนในสังคมย่อมเปลี่ยนตามแรงเหวี่ยงของโลก ในขณะที่กลุ่มทุนต่างๆ พยายามยัดเยียดความศิวิไลซ์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ในโลกยุคปัจจุบัน ก็เป็นเวลาเดียวกับที่กลุ่มรักษ์และหวงแหนวิถีความเป็นไทยพยายามสอดแทรกวัฒนธรรมเก่าแก่ประจำชาติให้ดำรงอยู่ต่อไป ดังจะเห็นได้จากการที่สมาคมศิษย์เก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ร่วมกันพา 18 สาวงามผู้เข้าประกวดนางสาวไทยประจำปี 2553 ไปเรียนรู้ "วิถีสตรีไทย" เช่น การทำ "ข้าวแช่" "การจัดดอกไม้พุ่มร่วมสมัย" และ "การตักบาตร"
เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมการกินอยู่ พิมพร อิ่มประไพ หลานสาวของหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา ชายาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ เจ้าของต้นตำรับ "ข้าวแช่วังละโว้" กล่าวว่า แม้ปัจจุบันข้าวแช่จะยังได้คงรับความนิยม แต่เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากหากมีคนรุ่นใหม่สนใจอยากเรียนรู้ เพราะนั่นหมายถึงมีคนรุ่นใหม่ช่วยสืบทอดอาหารชนิดนี้ให้คงอยู่คู่คนไทยต่อไป
"ข้าวแช่อาจจะมีหลายสูตร แต่องค์ประกอบหลักๆ จะไม่ต่างกัน เช่น ตัวข้าวที่กว่าจะได้ข้าวเม็ดสวยลอยในน้ำลอยกลิ่นหอม รับประทานคู่กับเครื่องเคียงหลากรสนั้น ต้องพิถีพิถันตั้งแต่ขั้นตอนการหุง ซึ่งต้องคอยสังเกตอย่าให้เม็ดข้าวสุกเกินไป จากนั้นก็นำเม็ดข้าวมาค่อยๆ ขัดกับตะแกรงผ่านน้ำไหลเพื่อให้ยางข้าวหลุดออกเหลือแต่เพียงเม็ดข้าวเกลี้ยงๆ จากนั้นก็นำนึ่งอีกครั้งเพื่อให้ข้าวสุก ก่อนจะนำไปแช่น้ำลอยดอกมะลิ หรือดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม นี่ยังไม่นับขั้นตอนการทำเครื่องเคียง ซึ่งมีอีกมากมาย" ผู้สืบทอดข้าวแช่สูตรวังละโว้ให้ความรู้
ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยลองลิ้มชิมรส "ข้าวแช่" ถึงกับจินตนาการหน้าตาไม่ออกกันเลยทีเดียว อย่าง "โอปอ" วรรัตน์ นิยมเดช แม้จะเป็นสาวชาวกรุงตั้งแต่อ้อนแต่ออก กลับบอกว่า ข้าวแช่คืออาหารประจำภาคเหนือ เช่นเดียวกับ "แพลม" พิมพ์รติ สิริกรัณย์ ซึ่งยอมรับว่า แม้จะไม่เคยเห็นหน้าตาของข้าวแช่ แต่เคยได้ยินชื่อ และหากให้จินตนาการก็คิดว่าน่าจะเป็น "ขนมไทย" มากกว่าจะเป็นอาหารหลักเสียด้วยซ้ำไป
ส่วนศิลปะการจัดดอกไม้แบบไทยๆ ก็ได้นักจัดดอกไม้ชั้นนำของเอเชียอาคเนย์ สุกล อินทกุล มาให้ความรู้ โดยบอกว่า โชคดีที่ประเทศไทยมีดอกไม้เยอะ คนไทยจึงมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับดอกไม้ แต่ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง จึงเป็นเหตุให้วัฒนธรรมการใช้ดอกไม้แบบไทยแท้แต่ดั่งเดิมห่างเหินออกไปบ้าง
"ในครั้งนี้ผมจึงเลือกการจัดดอกไม้พุ่มร่วมสมัย สิ่งสำคัญประการแรกก็คือ มีรูปทรงคล้ายดอกบัว ซึ่งสามารถนำไปใช้สักการบูชาพระได้ สำหรับประการต่อมาก็คงเป็นเรื่องของความง่าย ไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรมากนัก เหมาะสำหรับนักจัดดอกไม้มือใหม่ ที่ยังไม่คุ้นกับความบอบบางของกลีบดอกไม้ นอกจากนี้ก็ยังมีกลิ่นอายความวิถีชีวิตเป็นไทยร่วมอยู่ด้วย" มือหนึ่งด้านจัดดอกไม้ของไทย กล่าว
"นก" ณัฎฐ์ธิดา วงษ์แสงแก้ว หนึ่งในสาวงามที่มีโอกาสได้เรียนรู้การจัดดอกไม้ ยอมรับว่า สนใจกิจกรรมกีฬาเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยได้มองกิจกรรมสำหรับผู้หญิงมากนัก พอได้ทดลองจัดดอกไม้ครั้งนี้ก็เหมือนเป็นการเติมเต็มความเป็นลูกผู้หญิงไทย และคิดว่าต่อไปคงจะไปหาที่เรียนเพิ่ม ขณะที่สาวจากเมืองย่าโม่ "จิ๊ฟเฟย" สาวิตรี แสงเมือง เล่าว่า เพราะพี่สาวมีอาชีพรับจัดพานดอกไม้ โดยเธอเองก็มักคอยทำหน้าที่ช่วย คล้ายๆ เป็นลูกมือ จึงมองว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกหากคนรุ่นใหม่ต้องมานั่งจัดดอกไม้
อีกหนึ่งวิถีที่สตรีไทยรุ่นใหม่ (อาจจะ) ห่างเหินไปบ้างตามไลฟ์สไตล์คนเมืองที่รีบเร่ง นั่นคือ การ "เข้าวัดตักบาตรทำบุญไหว้พระ" ตามแบบฉบับชาวพุทธ ซึ่งสาวชายฝั่งตะวันออกสุดของไทย "ถุงแป้ง" พรรณธิภา รัตนวาร ออกตัวว่า นานมากแล้วที่ร้างลาจากกิจกรรมนี้ ทั้งยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากมากที่คนรุ่นใหม่จะได้ปฏิบัติ เนื่องจากในแต่ละวันต้องรีบตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อไปเรียนหนังสือ หรือไม่ก็ทำงาน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกครั้งที่ได้เข้าวัดตักบาตรทำบุญจะรู้สึกว่าจิตใจสงบและมีสมาธิขึ้น นอกเหนือไปจากการมีโอกาสได้สูดอากาศยามเช้า



