
"บ้านลาด"กับอาชีพทำไร่อ้อย
การได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากการส่งเข้าผลงานนวัตกรรมด้านสังคมเข้าประกวดของกลุ่มชาวไร่อ้อยมิตรบ้านลาด ต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เนื่องในวันนวัตกรรมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา จัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ถือเป็นมิติใหม่ของชาวไ
ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมกันผลักดัน อันประกอบด้วยส่วนราชการคือ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายภาคอีสาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์สาขาภูเขียว ปราชญ์ชาวบ้าน/ชาวไร่อ้อยต้นแบบและผู้เชี่ยวชาญของกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ "มิตรผลโมเดล" โดยผ่านผู้ที่เข้มแข็งอย่าง "นิคม ฝาดสุนทร" ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 17 ต.บ้างแก้ง ในฐานะประธานกลุ่มชาวไร่อ้อยมิตรบ้านลาด
การทำแบบจำลองหรือพื้นที่ต้นแบบในการจัดการพื้นที่ปลูกอ้อยของชาวไร่อ้อยบ้านลาด เริ่มจากการรวมทุนของสมาชิกกลุ่มชาวไร่อ้อย โดยไม่รอคอยงบประมาณจากภาครัฐ แต่มีโรงงานน้ำตาลมิตรภูเขียวคอยช่วยเหลือเป็นผู้ประสานงานความร่วมมือให้เกิดการ "ร่วมคิด ร่วมทำ" อย่างสร้างสรรค์ ทั้งจากหน่วยงานภายในส่วนราชการและชุมชนสมาชิก ซึ่งการจัดการดังกล่าวได้พัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นนวัตกรรมด้านการจัดการที่มีชื่อว่า "มิตรผลโมเดล : จิ๊กซอว์ต่อยอดการพัฒนาอย่างยั่งยืน"
จากการพูดคุยกับ อภิวัฒน์ บุญทวี ผู้อำนวยการด้านอ้อย บริษัท รวมเกษตรกรอุตสาหกรรม จำกัด บอกว่าที่จริงกลุ่มชาวไร่อ้อยที่บ้านลาดนั้น เป็นกลุ่มชาวไร่ที่โรงงานมิตรผลภูเขียวเลือกเป็นตัวแบบเพื่อการแก้ปัญหามากว่า 10 ปีแล้ว เหตุผลที่เลือกก็เพราะว่าที่นี่ชาวไร่มีพื้นที่ถือครองต่อรายน้อย ขาดอุปกรณ์เครื่องจักรในการทำไร่ที่ให้ประสิทธิภาพสูง ชาวไร่มักจ้างรถแทรกเตอร์จากภายนอกเข้าไปดำเนินการในลักษณะ "ต่างคนต่างจ้าง ต่างคนต่างทำ" ส่งผลให้เกิดปัญหาการจัดการอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูก การใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยว ฯลฯ ที่ไม่ทันเวลา ผลผลิตต่อปีอยู่ในเกณฑ์ต่ำเฉลี่ยประมาณ 8 ตันต่อไร่ ทำให้ชาวไร่มีรายได้น้อย แต่เนื่องจากการปลูกอ้อยเป็นอาชีพดั้งเดิมของชุมชนและมีโรงงานเป็นแหล่งรับซื้อที่แน่นอน ชาวไร่จึงยึดอาชีพปลูกอ้อยเรื่อยมา ถึงแม้ว่าจะมีกำไรไม่มากก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่ชาวไร่อ้อยบ้านลาดมีก็คือ ความสมัครสมานสามัคคีของสมาชิกในกลุ่ม ทำให้พวกเขาได้ช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาและหาทางแก้ไขจนได้ข้อสรุปร่วมกันว่า การทำไร่อ้อยให้ได้ผลผลิตดี มีกำไรสูงและมีความยั่งยืนเป็นพื้นฐานนั้น ต้องมีเงื่อนไข 4 ประการ ได้แก่ 1.มีการจัดการที่ถูกต้องและเหมาะสม 2.การดำเนินงานต้องเกิดจากการร่วมคิด ร่วมทำ ระหว่างชาวไร่ โรงงานและหน่วยราชการอย่างสร้างสรรค์ 3.การจัดการต้องควบคุมให้เป็นไปตามแผนและมีต้นทุนต่ำและ 4.การจัดการต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
หลังจากได้ดำเนินการตามแผน "มิตรผลโมเดล" ทำให้ปัจจุบันผลผลิตของสมาชิกกลุ่มชาวไร่อ้อยบ้านลาด จากเดิมที่ได้ผลผลิต 7-8 ตันต่อไร่ เพิ่มเป็น 17-22 ตันต่อไร่หรือเพิ่มขึ้นกว่า 123.44% และกลุ่มบริษัทมิตรผลจะใช้โมเดลกลุ่มชาวไร่อ้อยมิตรบ้านลาดเป็นต้นแบบในการส่งเสริมแก่สมาชิกกลุ่มชาวไร่อ้อยในเครือข่ายในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
"สุรัตน์ อัตตะ"
[email protected]



