
ฉลอง 'มหาตมะ คานธี' ครบ ๑๔๑ ปี
เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ที่ผ่านมา หน่วยงานของอินเดีย และที่เกี่ยวข้องกับอินเดียได้มีการจัดงานเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านมหาตมะ คานธี ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านก็ครบ ๑๔๑ ปี ที่มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันวิจัยและภาษาฯ ได้จัดงานเสวนาเรื่อง สันติภาพขึ้น โดยเชิญเอกอัครรา
ท่านทูตคนปัจจุบันชื่อ จักรวารตี เป็นชาวเบงกอลี ผู้เขียนก็เลยได้ส่งภาษาเบงกอลีทักทายท่านด้วยความสุข ที่ได้ระลึกถึงวันในอดีตที่เป็นนักเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยศานตินิเกตัน ที่ชาวพื้นเมืองใช้ภาษาเบงกอลีเป็นพื้น
อาจารย์ ดร.โคทม อารียา ได้มาบรรยายให้ผู้ฟังเข้าใจมากขึ้นถึงลักษณะและรายละเอียดเกี่ยวกับความรุนแรง โดยเฉพาะที่ท่านเพิ่งเดินทางด้วยเท้าลงไปปัตตานี ใช้เวลา ๕๓ วัน เพื่อเป็นหมายบอกถึงการเรียกร้องให้เราหันมาสนใจในความพยายามที่จะช่วยกันยุติความรุนแรง
ท่านมหาตมะ คานธี เอง ในการต่อสู้เพื่อยุติความรุนแรง และขณะเดียวกันเรียกร้องเอกราชให้แก่อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกอังกฤษชาติมหาอำนาจกดขี่อยู่นั้น ก็ได้ทดลองหลากหลายวิธี
แต่วิธีหนึ่งที่ท่านไม่เคยทิ้งก็คือ การต่อสู้ด้วย "อหิงสาธรรม" แม้จนนาทีสุดท้าย เมื่อท่านถูกยิงโดยผู้ที่ไม่ต้องการให้มหาตมะ คานธี ประนีประนอม เมื่อท่านล้มลงในอ้อมแขนของสาวกฝ่ายหญิงที่ประกบดูแลท่านอย่างใกล้ชิด คำพูดสุดท้ายที่อยู่บนริมฝีปากของท่าน คือ “เห ราม” แปลว่า “โอ พระเจ้า”
การไม่ใช้ความรุนแรง ที่เรียกว่าอหิงสาธรรมนั้น ผู้เขียนได้เสริมในการบรรยายในวันนั้นว่า หมายถึงการต่อสู้โดยไม่เบียดเบียน แต่ศาสนาพุทธเสนอแนวคิดและการปฏิบัติที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือ สันติธรรม
สันติธรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการให้อภัย และความรักความเมตตา เวลาที่แผ่เมตตาในพุทธศาสนานั้น เป็นการปฏิบัติที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะเป็นการตั้งความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
ที่เรียกว่า ลึกซึ้ง เพราะผู้อื่นที่ว่านั้น หมายถึงสรรพสัตว์ ทั้งมนุษย์และสัตว์ ทั้งคนที่เรารักและสตรูของเรา
โดยทั่วไป เรามักแผ่เมตตาให้แก่คนที่เรารักโสตเดียว แต่การแผ่เมตตาในความหมายของพุทธศาสนานั้น ต้องให้แก่สรรพสัตว์โดยแท้ เช่นนี้ ศาสนาพุทธก้าวออกมาไกลกว่า "อหิงสาธรรม" ของมหาตมะ คานธี ด้วยซ้ำ
"ธัมมนันทา"



