
AUTUMN BREEZE KOBE 2010
ค่ำคืนของวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ที่โรงแรม ANA CROWM PLAZA KOBE เต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติ ทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีจำนวนไม่มากและไม่น้อยประมาณเกือบๆ 300 คน เริ่มทยอยเข้ามาเพื่อเข้าชมคอนเสิร์ต AUTUMN BREEZE KOBE 2010 ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตของวงผมนั่นเ
ผมได้นำวงขุนอินออฟบีทสยามไปแบบฟูลทีม 10 คน และงานนี้พวกเราทราบดีว่า จะเป็นคอนเสิร์ตของวงเราวงเดียว นั่นก็หมายความว่า จะไม่มีการแสดงอื่นมาร่วมแสดง ที่สำคัญยังจัดแสดงเพียงแค่รอบเดียวอีกด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องเต็มที่กับการแสดงในค่ำคืนนี้
ปกติผมมักจะบอกกับลูกน้องในวงทุกๆ คนว่า ทุกครั้งที่เราแสดงไม่ว่าจะที่ไหน ต่างประเทศหรือในประเทศขอให้ ทุกคนคิดว่านี่ คือโอกาสที่จะแสดงฝีมือของเราที่ได้ฝึกปรือมาตั้งแต่เด็กๆ ให้ปรากฏต่อสาธารณชน และถ้าเราเล่นดีก็จะมีงานให้เล่นต่อไปอีก ถ้าเล่นไม่ดี ต่อไปก็จะไม่มีใครหางานให้เราอีก ซึ่งผมจะบอกกับลูกน้องในวงของผมทุกคนรวมถึงตัวผมเองก็จะคิดอยู่แบบนี้เสมอในทุกครั้งที่ขึ้นแสดงและทุกครั้งที่เป็นงานสำคัญผมกับลูกน้องก็จะต้องทำการบ้านเตรียมตัวและฝึกซ้อมมาเป็นอย่างดี
ที่ผ่านมาไม่ถึง 2 เดือน พวกเรามาแสดงที่โอซากา ครั้งนั้นเราจะมาแค่ 4 คน แต่ก็พอรู้ ว่าควรจะทำอย่างไรกับการแสดงในครั้งนี้ ซึ่งจะว่ากันจริงแล้ว พวกผมชอบที่จะเล่นเพลงของท้องถิ่นที่เราได้ไปแสดง อย่างเมื่อครั้งก่อนที่ชิคาโก ผมก็นำเพลงล้นเกล้าเผ่าไทย ไปแสดงในสไตล์เพลงบลูส์ ซึ่งเป็นแหล่งนิยมของเมืองชิคาโก และถ้าย้อนไปเมื่อปีที่แล้วที่ซิดนีย์มันก็จะหาเพลงท้องถิ่นที่จะเล่นได้ยาก แต่โชคดีที่เราได้แสดงเป็นรายการแรก ผมจึงเลือกที่จะเล่นเพลงชาติออสเตเลียกับเพลงชาติไทย อะไรเหล่านี้มันเป็นเหมือนการให้เกียรติกับท้องถิ่นที่เราจะไปแสดงนั่นเอง
สำหรับที่โกเบครั้งนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างง่าย เพราะว่าเพลงญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคยมีอยู่หลายเพลง และคราวที่แล้วพวกเราได้รับคำชมเชยจากชาวญี่ปุ่นมากที่สุดก็คือ เพลงโดราเอมอน ฉะนั้นคราวนี้ผมจึงมุ่งเน้นไปที่ เพลงดอกไม้ให้คุณ หรือชื่อญี่ปุ่นก็คือ เพลงฮานะ โดยผมบอกกับน้องมดมือคีย์บอร์ดและเป็นคนที่กำลังช่วยผมเรียบเรียงเพลงในอัลบั้มใหม่ของผม ว่าเราจะต้องเล่นเพลงนี้ 2 เวอร์ชั่นโดยเวอร์ชั่นแรกจะเล่นกันแค่ 3 คนก็คือระนาด คีร์บอร์ดและร้อง เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเราเล่นเพลงหนักเต็มวงมาหลายเพลง เพราะฉะนั้น เพลงดอกไม้ให้คุณ ในเวอร์ชั่นแรกก็จะเป็นในรูปแบบเบาๆ และไพเราะ และที่สำคัญก็ คือการร้องจะต้องใช้เนื้อร้องทั้งของไทยและญี่ปุ่นสลับกันไปมาแบบให้กลมกลืนเป็นภาษาเดียวกัน
หลังจากจบเพลงพวกเราก็จะมาเล่นเพลงดอกไม้ให้คุณเป็นสไตล์ละตินแจ๊สไม่มีการขับร้อง และก็ได้ผลทั้ง 2 เพลงได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมมากเป็นพิเศษกว่าทุกๆ เพลงที่แสดงในคืนนั้น
ความจริงแล้วก็ต้องยกความดีให้แก่คุณมดมือคีย์บอร์ดของผมที่เรียบเรียงเพลงทุกอย่างได้ตามที่ผมต้องการและการแสดงคอนเสิร์ตทุกครั้ง โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นแล้วจะต้องโดนเพลงแถมหรือที่เขานิยมเรียกว่าอังกอ ซึ่งเป็นเพลงแถมหลังจากที่การแสดงจบไปแล้ว และเพลงอังกอในคืนนั้นผมก็เลือกที่จะเล่น เพลงสุกี้ยากี้ ในสไตล์แบบดั่งเดิมของญี่ปุ่น งานนี้ทำให้ผู้ชมทุกท่านลุกขึ้นยืนปรบมือไปตามจังหวะจนจบเพลง และหลายๆ คนที่เป็นชาวญี่ปุ่นก็จะร้องตามไปด้วย ซึ่งน้องแมนมือแซกโซโฟนของวงบอกกับผม ว่าเขาเกิดอาการขนลุกซู่ในเพลงอังกอ ซึ่งทั้งหมดมันก็เกิดจากการเตรียมตัวที่ดีของพวกเรานั่นเอง ที่ทำให้การแสดงในค่ำคืนนั้นเป็นที่ประทับใจของทุกๆ ท่านที่เข้าชม
ในวันรุ่งขึ้นพวกเราก็ต้องรีบเช็กเอาท์ออกจากโรงแรมแต่เช้า เพื่อที่จะไปเที่ยวในเมืองโอซากา พวกเราได้ไปทั้งปราสาทโอซากา และย่านชินไซบาชิ ช็อปปิ้งกันให้สนุกมือ แต่ก็คงจะลำบากกระเป๋าสตางค์
พวกเราก็อยู่ที่ย่านชินไซบาชิจนถึง 6 โมงเย็น และสุดท้ายพวกเราก็จะไปกินเลี้ยงที่เป็นการเลี้ยงรับและเลี้ยงส่งไปพร้อมกัน ที่บ้านพักของ ท่านกงสุลใหญ่มานพชัย วงษ์ภักดี บรรยากาศที่นั่นสวยงามเป็นอย่างมาก เพราะเนื่องจากอยู่บนภูเขาและสามารถมองเห็นเมืองโอซากาในยามค่ำคืน และเมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยในเวลา 3 ทุ่มครึ่ง พวกเราก็ต้องล่ำลาท่านกงสุลใหญ่ และทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้องเพื่อเดินทางไปสนามบินเคนไซเพื่อเตรียมขึ้นเครื่องในเวลาเที่ยงคืน
ท้ายนี้ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านกงสุลใหญ่และรองกงสุล คุณเนตรนภา คงศรี กับ คุณสุทธิรักษ์ สง่ามั่งคั่ง ที่ดูแลพวกเราเป็นอย่างดีรวมถึงผู้ประสานงาน คุณปัฐ ปัทมจิตร และผู้เกี่ยวข้องกับสถานกงสุลไทยประจำนครโอซากาทุกๆ ท่าน อีกด้วยครับ สำหรับฉบับนี้หมดเนื้อที่อีกแล้ว พบกันใหม่ในฉบับหน้านะครับ... สวัสดีครับ
"ขุนอิน"



