
สธ.ต่ออายุทำซีแอล2ยาต้านไวรัสเอดส์อีฟาไวเรนซ์-คาเลตตร้า
สธ.ออกประกาศต่ออายุการทำซีแอล 2 ยาต้านไวรัสเอดส์ อีฟาไวเรนซ์ และคาเลตตร้า จนกว่าจะหมดสิทธิบัตร พร้อมขยายสิทธิผู้ใช้ยาไม่จำกัดจำนวน ครอบคลุมทุกสวัสดิการ รวมทั้งบุคคลรอพิสูจน์สถานะ หรือสิทธิตามมติ ครม.
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2553 นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดบริการให้ยาต้านไวรัสเอดส์แก่ผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยโรคเอดส์ว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2553 มีมติให้ต่ออายุการทำซีแอลยาต้านไวรัสเอดส์ 2 ชนิด คือ ยาอีฟาไวเรนซ์ (Efavirenz) และยาคาเลตตร้า (Kaletra) ซึ่งเป็นยาสูตรผสมระหว่างโลพินาเวียร์กับริโทรนาเวียร์ (Lopinavir/Ritronavir) ไปจนสิ้นอายุสิทธิบัตร โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรคดำเนินการออกประกาศ เนื่องจากยาทั้ง 2 ชนิดใกล้ถึงวันครบกำหนดประกาศใช้ กล่าวคือยาอีฟาไวเรนซ์จะครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2554 ตามประกาศกรมควบคุมโรคเดิม เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ส่วนยาคาเลตตร้าจะครบกำหนดในวันที่ 31 มกราคม 2555 ตามประกาศกรมควบคุมโรคเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2550
นายบุณย์ธีร์ กล่าวว่า ขณะนี้กรมควบคุมโรคได้ออกประกาศกรมควบคุมโรค เรื่อง การใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยาด้านยาและเวชภัณฑ์หรือซีแอลทั้ง 2 รายการแล้ว เป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2553 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2553 โดยให้ใช้สิทธิการทำซีแอลยาต้านไวรัสเอดส์ 2 ชนิด คือ ยาอีฟาไวเรนซ์ และยาคาเลตตร้า ครอบคลุมทุกรูปแบบยาและอนุพันธ์ด้วย ไปจนสิ้นอายุสิทธิบัตรหรือหมดความจำเป็นต้องใช้ยา โดยยาอีฟาไวเรนซ์จะหมดสิทธิบัตรในวันที่ 31 มกราคม 2555 ส่วนยาคาเลตตร้าจะหมดสิทธิบัตรวันที่ 4 ธันวาคม 2559
สำหรับการบริการยาต้านไวรัสเอดส์ทั้ง 2 ชนิดนี้ จะครอบคลุมผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่จำเป็นต้องใช้ยานี้ทุกสวัสดิการ ทั้งผู้ที่มีสิทธิตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ผู้มีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พนักงานส่วนท้องถิ่นสังกัดกระทรวงมหาดไทย พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อเดือนมีนาคม 2553 ด้วย โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้ยานี้ และการใช้ให้อยู่ภายใต้ดุลพินิจของแพทย์
ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่ พ.ศ.2527 จนถึงล่าสุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2553 มีจำนวนผู้ป่วยเอดส์สะสมรวม 369,803 ราย เสียชีวิตแล้ว 97,933 ราย แนวโน้มของผู้ป่วยเอดส์และผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ลดลงเรื่อยๆ ในปี 2550 เสียชีวิต 2,434 ราย ปี 2551 เสียชีวิต 1,691 ราย ปี 2552 เสียชีวิต 1,176 ราย เนื่องจากการรักษาผู้ป่วยเอดส์ด้วยยาต้านไวรัสทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น



