ไลฟ์สไตล์

การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนเริ่มต้นด้วยการสร้างมูลค่าทางปัญญา

การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชนเริ่มต้นด้วยการสร้างมูลค่าทางปัญญา

16 ต.ค. 2553

ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนแฟนๆ รายการ “อยู่สบาย” และคอลัมน์แต่งร้านให้ได้ล้านในช่วงนี้อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เคยเข้ามาร่วมสัมมนากับโปรแกรมที่ทางเนชั่นแชนแนล และอยู่สบายร่วมกันจัดขึ้น

 หลังจากได้นำเนื้อหาสาระด้านการออกแบบถ่ายทอดออกไปจนเกิด “แรงบันดาลใจ” ในการสร้างสรรค์และลงทุนโครงการใหม่ๆ ในประเทศไทย จากนักลงทุนที่มีคุณภาพของไทย นักลงทุนที่นำเอาการออกแบบมามีส่วนสำคัญในการพัฒนาธุรกิจให้เจริญรุ่งเรือง เขาเหล่านั้นมีความเชื่อว่าการออกแบบที่ดีเป็นหัวใจของการวางรากฐานธุรกิจแบบยั่งยืนในอนาคต

 มองกลับกันผมก็ได้เห็นผู้ลงทุนที่เริ่มผิดทิศผิดทาง โดยการวางแนวทางธุรกิจที่ไม่รอบคอบ รอบด้าน เริ่มต้นโดยไม่มีการออกแบบที่ดี ไม่มีการวางแผนด้านความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีรสนิยม บางโครงการลงทุนไปเยอะมากแต่บิดเบี้ยวไม่เป็นเอกภาพ หัวมังกุฎ ท้ายมังกร ใช้เงินเยอะแต่ไม่สามารถสร้างจุดขาย สร้างความแตกต่างได้เลย ก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปเฉยๆ บางโครงการมีบริบทสภาพแวดล้อมที่ดี มีพื้นฐานด้านวัฒนธรรม มีจุดขายด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี แต่ตัดสินใจแบบเสียของ ไม่ประสาน “บูรณาการ” ให้โครงการเชื่อมโยงจนเกิดพลังสูงสุดขึ้นมาได้

 กฎหมายของประเทศบางฉบับก็ไม่ได้เอื้อให้เกิดการลงทุนที่ถูกต้อง แต่กลับเป็นภาระ เป็นความเหลื่อมล้ำที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมาย เกิดช่องโหว่เกิดความไม่เป็นธรรม ล่าสุดมีการร้องเรียนจากแฟนๆ รายการจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนรายย่อย, SMEs, กรณีกฎหมาย, ด้านสิ่งแวดล้อม “E.I.A” ตัวใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้ ที่อาจจะมีผลต่อความเสียเปรียบอย่างรุนแรงระหว่างผู้ลงทุนรายย่อยกับผู้ลงทุนรายใหญ่ และกลายเป็นปัญหาที่ทำให้ปลาเล็กโดนปลาใหญ่เขมือบกินไปหมด

 ว่ากันไปแล้วผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ในแวดวงสถาปัตยกรรม, วิศวกรรม, สิ่งแวดล้อม ต้องนั่งจับเข่าคุยกันทำประชาพิจารณ์ ผลกระทบของการออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งผมคิดว่าเจตนาในการดูแลสิ่งแวดล้อมดีครับ แต่ในทางปฏิบัติ ผมคิดว่ามีช่องโหว่มากจนอาจจะเกิดผลเสียต่อการลงทุน “ของคนไทย” ที่มีจริยธรรม มีความมุ่งมั่น ตั้งใจสร้างสรรค์โครงการที่มีคุณภาพ โดยไม่คิดอยากจะมีพฤติกรรมคอรัปชั่นแต่อย่างใด

 ผมตั้งข้อสังเกตสำหรับนักลงทุนต่างชาติบางกลุ่มที่ไม่มีความจริงใจกับประเทศไทยมากไปกว่าการทำเพื่อผลประโยชน์ประเทศของตัวเองมากกว่าครับ การลงทุนที่เอื้อประโยชน์กลับไปประเทศตนแต่ทิ้งความเสื่อมโทรมเอาไว้ให้แก่ประเทศไทย หลายโครงการ หลายเมือง เช่น จ.ภูเก็ต, เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น

 ในขณะที่นักลงทุนไทยจะต้องแบกภาระ แบกความเสียเปรียบที่ไม่อาจเอาชนะทุนใหญ่จากต่างชาติได้ เห็นทีรัฐบาลไทยควรกลับมาทบทวนนโยบาย, วิสัยทัศน์กันใหม่ มิฉะนั้นดูเหมือนเศรษฐกิจกำลังจะดีแต่ดูอีกทีคนไทยหรือชาติใดดูดประโยชน์ทางทรัพยากรมากไปกว่ากัน ในขณะที่ชาวนา เกษตรกร รากฐานสำคัญของสังคมย่ำแย่ลง ดูได้จากความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนเริ่มห่างกันไปทุกที

 ผมอยากให้กำลังใจนักลงทุนไทยครับ นักลงทุนที่มี “เจตนา” ดีในการสร้างสรรค์โครงการจากการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ไม่มีใครจริงใจเท่ากับคนไทยด้วยกันเองครับ อยู่ที่ว่าเราเข้าใจและรู้ใจกันเองแล้วหรือยัง

 จากการสำรวจในการพบปะชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เราได้ข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น, วัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค, เสน่ห์ของแต่ละจังหวัด, จุดขายของแต่ละอำเภอ ตำบลมีมากมาย แต่ขาดไอเดียและศิลปะในการประยุกต์ให้มีค่าขึ้น เห็นแต่เพียงการนำเสนอขายแบบตามมีตามเกิด ไม่รู้จักการสร้างสรรค์ให้เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ หรือต่อยอดความคิดให้มีค่าขึ้นมา บางท้องถิ่นนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้แบบล้างผลาญแต่ได้ผลลัพธ์ออกมาด้วยคุณภาพ ขาดรสนิยม ในขณะที่โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เคยทำไว้ในรัฐบาลชุดก่อนก็กลับเป็นภาระที่เสื่อมโทรมลง ไม่ได้มีการพัฒนาต่อยอดแต่อย่างใด ไม่รู้ว่าจะนำเสนออย่างไรให้น่าสนใจ ที่สำคัญไม่รู้จะไปขายใคร

 หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานไม่ได้ประสานร่วมมือในการกระตุ้น ให้เกิดพลังแต่กลับทำกันไปคนละทีคนละครั้ง ต่างคนต่างทำทั้งการท่องเที่ยว พาณิชย์ อุตสาหกรรม การศึกษา ไม่เข้าใจแนวคิดที่เรียกว่า “LOCALIZATION” โลคัลไลเซชั่น “การเพิ่มมูลค่าชุมชน” การสร้างมูลค่าเพิ่มทางปัญญาให้เกิดต่อชุมชนพลิกฟื้นให้ผลิตภัณฑ์มีจุดขายเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น โดยแนวทางที่น่าสนใจ จะขอแนะนำในสัปดาห์นี้มีดังนี้ครับ

 1.การศึกษารวบรวมข้อมูลและจำแนกจุดเด่นทางวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน เป็นการสร้างดาต้าเบสฐานข้อมูลเชิงละเอียด โดยหาจุดเด่นสุดของทุกชุมชนทั้งประเทศแล้วสร้างเสริมกำลังลงไปอย่างมีชั้นเชิง มอนิเตอร์สำรวจให้เห็นระดับของการพัฒนาว่าชุมชนนั้นอยู่ในระดับขั้นใด เพื่อจะได้วินิจฉัยแก้ปัญหาได้อย่างเข้าใจ ตลอดจนหาหนทางลู่ทางการตลาดที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละชุมชน

 2.การสร้างปฏิทินกิจกรรมประจำปีของประเทศให้หมุนเวียนการนำเสนอทุกชุมชน การท่องเที่ยว, การต่างประเทศ, การพาณิชย์ ควรมีการร่วมมือในการสร้างเนื้อหาของแต่ละชุมชนให้เป็นที่รู้จัก สร้างโครงการโปรโมททุกสัปดาห์ทั่วประเทศ โดยสอดคล้องกับเทศกาลต่างๆ ของแต่ละชุมชน โดยรัฐบาลควรเลือกเนื้อหาของบางชุมชนที่ทำดี สร้างสรรค์ ให้มีโอกาสออกไปโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อสร้างตลาดใหม่ๆ จากทั่วโลก

 3.การส่งเสริมงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ที่ช่วยกระตุ้นรูปแบบผลิตภัณฑ์ และภาพลักษณ์ของชุมชน รัฐบาลควรให้งบประมาณการวิจัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยเชิงประจักษ์ และการสร้างสรรค์แบบเป็นจริงเป็นจังกับหน่วยงานการศึกษาทั่วประเทศ ให้ระดมความคิดช่วยชาวบ้านทุกชุมชน เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาเดิมที่มีอยู่แล้ว ตลอดจนการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาไปข้างหน้า ไม่ใช่นั่งคอยบุญหล่นทับ โดยแต่ละชุมชนควรมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบแห่งอนาคตมากขึ้น ไม่ใช่นำของเก่ามาขายถูกๆ เพียงอย่างเดียว กรณีนี้จะช่วยให้ชุมชนสามารถสร้างมูลค่าและคุณค่าที่เพิ่มพูนขึ้นอีกด้วย

 4.การส่งเสริมให้เกิดการอบรมอย่างต่อเนื่องด้านความคิดใหม่ๆ และการบริหารการตลาด  เจ้าภาพอาจเป็นสถาบันการศึกษาในแต่ละชุมชน หน่วยงานรัฐในแต่ละชุมชน ซึ่งจริงแล้วหน่วยงานต่างๆ ทำมาแล้วก็มากแต่ยิงทิ้งยิงขว้าง ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะขาดการทำอย่างต่อเนื่อง ขาดความจริงใจในการลงลึก ซึ่งควรสร้างปฏิทินดำเนินการ โดยแนวคิด “ไม่สำเร็จไม่เลิกรา”

 อย่าให้ความรู้สึกหดหู่ และเอือมระอาของผู้ที่ได้โอกาสช่วยประเทศแต่ทำไม่ได้เต็มที่อีกต่อไปเถิด  ประเทศไทยเรามีโอกาสที่ดีอยู่แล้ว ของดีแต่นำเสนอไม่เป็นเสียของ นำโอกาสของค่าเงินบาทที่แข็งในช่วงนี้ให้กลุ่มธุรกิจส่งออกสร้างจุดขายใหม่ของผลิตภัณฑ์ประเทศไทย หมดสมัยขายของถูกด้อยค่า โดยขายของดี เอ็กซ์คลูซีฟ ผมคิดว่าเมืองไทยควรอยู่จุดนั้นได้แล้วครับ

อ.เอกพงษ์   ตรีตรง
www.ideal1group.com