
"ฟาร์มผึ้งพัฒนกิจ"มืออาชีพ ผู้ผลิตน้ำผึ้งอินทรีย์คุณภาพ
หลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์เป็นลูกจ้างในบริษัทของกลุ่มทุนไต้หวัน ที่เข้ามาลงทุนธุรกิจฟาร์มเลี้ยงผึ้งเพื่อผลิตน้ำผึ้งส่งออกต่างประเทศนานถึง 1 ปี "บัญชา นทีคีรีกาญจน์" ตัดสินใจลาออกเพื่อมาทำธุรกิจของตัวเอง โดยเขาและวรารัตน์ ภรรยาคู่ชีวิต ได้ก่อตั้ง ห้างหุ้นส
"บัญชา" ซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการเลี้ยงผึ้งมานานได้อาศัยประสบการณ์และความชำนาญบุกเบิกธุรกิจแรกของครอบครัวจนขยายตัวและเติบโต นับจากปี 2535 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานกว่า 18 ปีแล้ว ที่น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งของฟาร์มผึ้งพัฒนกิจ เป็นที่รู้จักในตลาดและการันตีได้ว่าน้ำผึ้งที่ผลิตจากฟาร์มแห่งนี้มีคุณภาพมาตรฐาน
บัญชา เล่าว่า เหตุผลที่ออกมาตั้ง หจก.ฟาร์มผึ้งพัฒนกิจ เพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร อีกทั้งเพราะมองเห็นโอกาสและช่องทางในธุรกิจ เนื่องจากในเวลานั้นคนเลี้ยงผึ้งในประเทศยังมีน้อย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเป็นนักลงทุนจากไต้หวันเพียงไม่กี่ราย ซึ่งเข้ามาลงทุนทำธุรกิจและสร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ
การทำฟาร์มผึ้งสามารถเก็บน้ำผึ้งได้ปีละ 1 ครั้ง น้ำผึ้งส่วนใหญ่ได้จากเกสรดอกลำไย ต้นลิ้นจี่ ดอกไม้ป่าและต้นสาบเสือ ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกกันมากในภาคเหนือ โดยช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เก็บน้ำผึ้งจากต้นลิ้นจี่ เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม น้ำผึ้งจากต้นลำไย เดือนพฤษภาคม เก็บน้ำผึ้งจากดอกงา ซึ่งปลูกมากที่ จ.ลพบุรี และเดือนธันวาคม ได้น้ำผึ้งจากดอกสาบเสือ แต่สำหรับฟาร์มผึ้งพัฒนกิจ น้ำผึ้งส่วนใหญ่ได้จากเกสรดอกลำไยซึ่งถือเป็นน้ำผึ้งที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในตลาดมากที่สุด
"ผมเริ่มต้นธุรกิจฟาร์มผึ้งด้วยการเลี้ยงผึ้งทั้งหมด 2,000 รัง โดยเช่าสวนลำไยของเกษตรกรในพื้นที่ จ.เชียงใหม่-ลำพูน และนำรังผึ้งไปทิ้งไว้เมื่อถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวจึงเข้าไปเก็บผลผลิตและนำมาเก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์ แต่ละปีเก็บน้ำผึ้งได้ประมาณ 200 ถัง ถังละ 300 กิโลกรัม รวมได้ผลผลิตน้ำผึ้งปีละ 60 ตัน ระยะแรกน้ำผึ้งที่ได้ทั้งหมดจะส่งออกในรูปน้ำผึ้งสดไปต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน มาเลเซีย" บัญชา กล่าว
บัญชาเล่าต่อว่า ธุรกิจเลี้ยงผึ้งในช่วงแรกขยายตัวและเติบโตได้ดีเป็นที่น่าพอใจ จนมีการขยายผึ้งที่เลี้ยงไว้จาก 2,000 รัง เป็น 4,000 รังในปัจจุบัน ได้ผลผลิตเป็นน้ำผึ้งปีละ 120 ตัน จากเดิมส่งน้ำผึ้งผ่านพ่อค้าคนกลาง ก็เริ่มขยับขยายหันมาส่งออกน้ำผึ้งถึงผู้ประกอบการโดยตรง แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเริ่มประสบปัญหานอกจากมีคนหันมาทำธุรกิจเลี้ยงผึ้งกันมากขึ้นแล้ว ยังถูกน้ำผึ้งจากจีนเข้ามาตีตลาด ส่งผลให้ยอดขายลดลงไปกว่า 20-30%
"เนื่องจากน้ำผึ้งของจีนมีราคาถูกกว่าเฉลี่ยกิโลกรัมละ 30-40 บาท เมื่อเทียบกับน้ำผึ้งที่ผลิตในประเทศมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 70-80 บาท แต่หลังจากลูกค้าในต่างประเทศทราบข้อมูลว่าน้ำผึ้งที่ผลิตจากคู่แข่งไม่มีคุณภาพ มีการปลอมปน จึงเริ่มหันกลับมาสั่งซื้อน้ำผึ้งจากฟาร์มผึ้งพัฒนกิจตามเดิมทำให้ยอดขายเริ่มขยับขึ้นมาและขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 20-30%"
หลังจากขายน้ำผึ้งในรูปน้ำผึ้งสด บัญชา จึงคิดขยายตลาดโดยหันมาผลิตน้ำผึ้งภายใต้แบรนด์สัญลักษณ์ "ผึ้งทอง" พร้อมเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เช่น นมผึ้ง นมผึ้งจากเกสร สบู่สมุนไพรนมผึ้ง สบู่เหลวนมผึ้ง นอกจากนี้ยังเดินหน้าพัฒนามาตรฐานโรงงาน ทั้ง HACCP และ GMP เพื่อสร้างการยอมรับในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในประเทศที่ยังบริโภคน้ำผึ้งกันน้อยมากทั้งที่น้ำผึ้งมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน ซึ่งปัจจุบันตลาดต่างประเทศมีสัดส่วนประมาณ 80% และในประเทศ 20%
บัญชาบอกว่า สิ่งที่เป็นเครื่องการันตีว่าน้ำผึ้งที่ผลิตจากฟาร์มผึ้งพัฒนกิจมีคุณภาพ คือ การได้รับคัดเลือกเป็นสินค้าโอท็อปมาตรฐาน 5 ดาวระดับจังหวัดและระดับประเทศถึง 2 ปีซ้อน คือในปี 2552 และ 2553 รวมทั้งยังเป็นผู้ผลิตน้ำผึ้งเพียงรายเดียวจากทั้งหมด 16 ราย ที่ส่งผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งอินทรีย์จากดอกสาบเสือเข้าประกวด จนได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์อินทรีย์ มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งจาก จากกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2552
นับเป็นผู้ผลิตน้ำผึ้งรายสำคัญของภาคเหนือที่สร้างธุรกิจบนพื้นฐานของคุณภาพและมาตรฐานจนมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้สโลกแกน "คิดถึงคุณภาพ คิดถึงสัญลักษณ์ตรา ผึ้งทอง" ของฟาร์มผึ้งพัฒนกิจ
"วางลังผึ้ง 2 ชั้น-ไกลชุมชน 3 กม."
วรารัตน์ นทีคีรีกาญจน์ หุ้นส่วน หจก.ฟาร์มผึ้งพัฒนกิจ อธิบายขั้นตอนการผลิตน้ำผึ้งอินทรีย์ว่ามีกรรมวิธีการผลิตที่ซับซ้อนและยุ่งยากกว่าการผลิตน้ำผึ้งทั่วไป เพราะต้องนำลังผึ้งไปวางไว้ในป่าซึ่งอยู่ ห่างไกลจากชุมชนและบ้านเรือนไม่น้อยกว่า 3 กิโลเมตร
พร้อมกันนั้น ต้องวางลังผึ้งซ้อนกัน 2 ชั้น เพื่อให้ผึ้งระเหยน้ำออกจากน้ำผึ้งเองโดยธรรมไม่ชาติ และเพื่อให้ได้น้ำผึ้งที่ปราศจากสิ่งปลอมปนมีความบริสุทธิ์และมีความชื้นไม่เกิน 18% ซึ่งจะแตกต่างกับการผลิตน้ำผึ้งทั่วไปที่จะวางลังผึ้งเพียงชั้นเดียว และน้ำผึ้งที่ได้ต้องนำผ่านเครื่องช่วยระเหย
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนธันวาคม ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญจากกรมปศุสัตว์ เข้าไปตรวจสอบก่อนเก็บน้ำผึ้งออกมาว่ามีมาตรฐานอินทรีย์หรือไม่ ก่อนนำมาผ่านเครื่องกรองและใส่ในบรรจุภัณฑ์
สำหรับน้ำผึ้งอินทรีย์จะเก็บผลผลิตได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ปัจจุบันฟาร์มผึ้งพัฒนกิจมีการเลี้ยงผึ้งอินทรีย์ไว้จำนวน 200-300 ลัง ซึ่งถือว่ายังมีจำนวนไม่มาก จึงได้ผลผลิตน้ำผึ้งอินทรีย์เพียงปีละ 900-1,000 กิโลกรัม เท่านั้น
"จันจิรา จารุศุภวัฒน์"



