
พ่อค้าชี้ยางพาราไม่พอส่งออกมองราคามีแนวโน้มพุ่งไม่หยุด
ผู้ส่งออกเผยยางพาราของไทยไม่เพียงพอส่งออก ความต้องการทั้งในบ้านและตลาดต่างประเทศยังสูง มองแนวโน้มราคาขยับขึ้นต่อเนื่องอีก เตือนเกษตรกรอย่าเร่งกรีดยางจนไม่ได้ยางคุณภาพ
แหล่งข่าวจากกลุ่มผู้ส่งออกยางพารา เปิดเผยว่า ราคายางพารา ทั้งยางแผ่น ยางน้ำ และเศษยาง มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะความต้องการของทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศยังมีอยู่ และขณะนี้ประเทศไทยก็มีปริมาณยางพาราไม่เพียงพอต่อการส่งออก จากการสำรวจของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางแห่งประเทศไทย พบว่ายางพาราทั่วประเทศ ณ สิ้นสุดเดือนกันยายน มีจำนวนยางพาราที่อยู่กับบริษัทต่างๆ ที่ทำธุรกิจส่งออกรวม 4 แสนตัน ขณะที่มีคำสั่งซื้อยางพาราถึง 9 แสนตัน
"ไทยกำลังจะมีปัญหาไม่มียางพาราเพียงพอต่อการส่งออก ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เชื่อได้ว่า มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่ราคายางพาราจะปรับสูงขึ้นอีก และจากภาวะฝนที่เกิดขึ้นทุกพื้นที่ของประเทศ เห็นว่าเกษตรกรไม่ควรเร่งกรีดยางพารา ควรรักษาโอกาส เพื่อรอจังหวะที่มีความพร้อมมากที่สุด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือตลาดเป็นของเกษตรกร" แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในวงการค้ายางคือ บริษัทที่ส่งออกยางพาราพยายามหาสินค้ามารวบรวมให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างกำไร แต่กลับไม่สามารถทำได้ตามที่ต้องการ โดยในแต่ละเดือนคาดว่าจะมีผลผลิตยางออกจากแหล่งปลูก เดือนละ 3 แสนตัน แต่จากภาวะฝนตกกระจายทุกภาค ทำให้เกษตรกรไม่สามารถกรีดยางพาราได้เหมือนปกติ จึงส่งผลให้ปริมาณยางพาราขาดหายไป เหลือเพียงเดือนละกว่า 1 แสนตัน เท่านั้น
นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ราคายางที่ปรับตัวสูงอยู่ในขณะนี้ ส่วนหนึ่งมาจากโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราที่ได้ดำเนินการมา ยืนยันได้ว่าการปลูกยางพาราเป็นอาชีพที่มีรายได้และมั่นคง ส่วนโครงการยางพารา 8 แสนไร่ ที่กำลังจะดำเนินการ จะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีฐานะยากจน ได้มีโอกาสที่จะพัฒนาอาชีพ เบื้องต้นจะให้พันธุ์ยางที่มีคุณภาพผ่านการรับรองจากกรมวิชาการ ไร่ละ 90 ต้น เฉลี่ยรายละ 2-15 ไร่
"ที่วางเอาไว้จะปลูกกันตั้งแต่ปี 2554 ภายในระยะเวลา 3 ปี จากนี้ไปจะครอบคลุมพื้นที่ 8 แสนไร่ แบ่งเป็นภาคเหนือ 1.5 แสนไร่ ส่วนภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก 1.5 แสนไร่ และอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 แสนไร่" นายศุภชัย กล่าว



