ไลฟ์สไตล์

 ใช้ไม่ดี มีภัย

ใช้ไม่ดี มีภัย

14 ต.ค. 2553

การบันทึกข้อมูลและการสื่อสาร ทำให้โลกนี้เจริญก้าวหน้า และพัฒนาไปทุกด้านอย่างรวดเร็ว ลองคิดดูว่าหาก โธมัส อัลวา เอดิสัน ไม่ทำการบันทึกสิ่งที่เขาได้ทดลองทางวิทยาศาสตร์เอาไว้ หรือหากไม่มีการนำเอาสิ่งที่เขาบันทึกออกมาเผยแพร่ รวมทั้งแปลเป็นภาษาต่างๆ ที่คนทุกช

 วิชาการด้านไฟฟ้าและวิชาการที่ต่อยอดมาจากไฟฟ้าก็จะไม่มีทางเกิดขึ้น เพียงเหตุผลข้อนี้ข้อเดียว ก็พอที่จะยืนยันได้ถึงความสำคัญของการบันทึกข้อความ และการสื่อสารได้เป็นอย่างดี

 คนไทยเราถูกพูดถึงกันมากว่า เป็นชนชาติที่ไม่นิยมการบันทึกเรื่องราวเอาไว้ให้เป็นหลักฐาน ทำให้วิชาการของไทยหลายชนิดสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย แม้แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศบางเรื่อง ก็ยากที่จะหาหลักฐานมาอ้างอิงได้

 ยุคหนึ่งคนไทยที่อยู่ในวัยเรียนวัยหนุ่มสาวหัวก้าวหน้า ชอบการบันทึกข้อความเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของตนเอง ลงในสมุดบันทึกที่เรียกกันว่า “ไดอารี่” แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมกว้างขวางมากนัก เพราะหลายคนเกรงว่าความลับในใจของตนเอง ที่บันทึกระบายเอาไว้จะถูกแอบอ่านและเอาไปเผยแพร่   

 สังคมไทยจึงนิยมที่จะนำความลับคับข้องใจ ไปพูดคุยปรึกษากับคนที่ตนเองคิดว่าไว้ใจได้ คำกล่าวที่พูดกันว่า “รู้แล้วเหยียบเอาไว้นะ” จึงเป็นคำกล่าวที่จริงจังเชิงประชดประชัน กระทบกระเทียบเปรียบเปรยที่ตรงความจริงมากที่สุด   

 อุปกรณ์สำหรับบันทึกและสื่อสารในยุคนี้พัฒนามากขึ้น ตั้งแต่เอ็มเอสเอ็น, ไฮไฟว์, เฟซบุ๊ก, บีบี และทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นที่นิยมกันในคนหัวทันสมัยยุคใหม่เกิดขึ้นเพราะการจุดกระแสของผู้ให้บริการ และเป็นกระแสของสังคมโลก ถึงขั้นที่ทำให้หลายคนเชื่อว่าสื่อเหล่านี้ที่เรียกรวมกันว่าเป็นนิวมีเดีย จะเข้ามาแทนที่สื่อปัจจุบันที่มีมายาวนานอย่างหนังสือพิมพ์, นิตยสาร, วิทยุ และโทรทัศน์ดูฟรี ด้วยซ้ำไป

 สินค้าและเครื่องมือเครื่องใช้ใดๆ ก็ตาม ที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายขึ้นมาได้ ยังถูกกำหนดให้ระบุวิธีใช้ และวิธีป้องกันอันตรายรวมถึงวิธีการแก้ไขเอาไว้ เพื่อให้ผู้บริโภคหรือคนใช้ทั่วไปได้รู้ทั้งข้อดีและข้อเสียทุกแง่มุม แต่สื่อสมัยใหม่ที่กล่าวมาทั้งหมด กลับไม่เคยมีผู้ให้บริการรายใด ที่จะแนะนำถึงวิธีการใช้อย่างได้ประโยชน์และไม่เกิดโทษ

 เราจึงเห็นการต้มตุ๋นกันผ่านทางเฟซบุ๊ก การล่อลวงผ่านไฮไฟว์ การล้วงข้อมูลความลับธุรกิจ ผ่านการระบายอารมณ์ของพนักงานบริษัท ผ่านเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ การก่ออาชญากรรมโดยอาศัยข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านทางนิวมีเดียทั้งหลาย เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่าโดยไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนพยายามออกมาหาทางป้องกัน

 จึงควรถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องทำการหาทางป้องกัน โดยเริ่มจากคนที่ใกล้ตัวมากที่สุดคือคนในครอบครัว ควรให้ความรู้ความเข้าใจว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรเผยแพร่ ข้อความจำพวก “ตอนนี้ฉันและครอบครัวเที่ยวทะเลกันอีกสี่ห้าวันถึงจะได้กลับ สงสาร หมาน้อยต้องเอาไปฝากบ้านป้าไว้” ทำให้คนอื่นรู้ได้ทันทีว่าบ้านนี้ไม่มีคนอยู่

 หรือการนำเอารูปตนเองและครอบครัวลงในเฟซบุ๊ก อาจจะเป็นรูปกำลังเที่ยวหรือกำลังรับประทานอาหารแบบที่นิยมกัน ก็ทำให้คนที่ไม่ประสงค์ดีรู้ว่าลูกหลานทำอะไร เรียนหนังสือที่ไหน และใช้ข้อมูลนั้นๆมาหลอกลวงลูกหลานของเราให้ตายใจได้ภายหลัง  

 สิ่งละอันพันละน้อยอย่างนี้ที่ทำให้ผมเป็นกังวล อยากจะให้คนที่ใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ทั้งหลาย ได้ระมัดระวังกันเอาไว้บ้าง เพราะของทุกอย่างในโลกนี้มีทั้งแง่ดีและมุมที่ร้าย ถ้าเราใช้ไม่ระมัดระวังหรือใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง มันก็จะย้อนกลับมาเป็นโทษต่อเราได้ในภายหลังครับ

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ