ไลฟ์สไตล์

ผู้นำที่โดด(เดี่ยว)เด่นในโลกของตำรวจ

ผู้นำที่โดด(เดี่ยว)เด่นในโลกของตำรวจ

13 ต.ค. 2553

“เชื่อผม ผมเป็นผู้ปฏิบัติ” ผู้กำกับมีน้ำเสียงที่เข้มข้น ดุดันและมีสีหน้าจริงจังมากขึ้น เมื่อดิฉันเริ่มทำหน้าที่นักวิจัยที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกในเชิงไม่เห็นด้วยกับ “ธง” หรือ “เป้า” ที่ผู้กำกับต้องการ ประเด็นสำคัญของความคิดเห็นที่แตกต่างคือ พระเอกคือข้าฯ แต

การที่ผู้นำหน่วยนำเสนอว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นจากการทำงานที่กระตือรือร้นของตนเองโดยลำพังนั้น นับได้ว่าเป็นสิ่งอันตราย น่าสงสัย และสมควรถูกตั้งคำถามมากกว่าที่จะได้รับคำชื่นชมยกย่อง “ถ้าหากผู้กำกับย้ายไปใครจะทำงานนี้ต่อ” ดิฉันตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบความยั่งยืนของโครงการ

 เมื่อสิ้นสุดคำถามผู้กำกับตอบกลับทันทีว่า “ผมก็จะไปทำต่อที่อื่น” คำตอบเช่นนี้ทำให้เห็นว่า ผู้นำไม่ได้สร้างกระบวนการทำงานเป็นทีมและหวังผลการทำงานที่ต่อเนื่องยั่งยืน และไม่แปลกที่ดิฉันพบว่าลูกน้องของผู้กำกับไม่ได้รู้สึกสนุกและมีความสุขในการทำงานร่วมกับผู้กำกับเลย ”นายเขามีความสุขของเขาอยู่คนเดียว” หรือเสียงของผู้ใต้บังคับบัญชาที่พูดว่า "ก็เขาได้ผลงานอยู่คนเดียว ได้หน้าอยู่คนเดียว” 

 การที่ทีมงานไม่ได้ร่วมรู้สึกถึงความสำเร็จ ไม่ได้รู้สึกถึงการเป็นบุคคลสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จหรือการที่ผู้กำกับทำให้ทีมงานไม่เกิดความรู้สึกร่วมว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของความสำเร็จด้วยนั้น ทำให้ดิฉันนึกถึงภาพพลุที่ถูกจุดขึ้นอย่างสวยงามและดับวูบลงอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่ถูกจัดให้มีขึ้น ชั่วครู่ชั่วคราว เป็นปาหี่ที่ถูกนำมาเสนอผู้ชมกลุ่มต่างๆ โดยที่ผู้แสดงมุ่งหวังผลกระทบที่ได้รับการตอบรับจากสังคม มีคนชื่นชมความสามารถของข้าฯ แถมซ้ำได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนจากองค์กรนอกหน่วยด้วย และองค์กรนอกหน่วยนั้นยังยืนยันความต้องการให้หน่วยอื่นๆ ทำตามตัวอย่างดีๆ ที่ข้าฯ ปฏิบัติอีกด้วย

 “เชื่อผมสิ ทำแบบผมเนี่ย ทำได้ทุกจังหวัด ทำอย่างนี้ได้ ผู้กำกับทุกคนมีความสามารถ” ผู้กำกับพยายามโน้มน้าวใจและครอบงำความคิดของดิฉัน จนทำให้ดิฉันรู้สึกอึดอัด และตอบโต้การรุกของผู้กำกับด้วยคำพูดว่า “ดิฉันรู้จักผู้กำกับที่ไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ และขี้เกียจตั้งเยอะแยะ” ก็ในเมื่อตอนแรกของการสนทนากึ่งครอบงำความคิดของดิฉันนั้น ผู้กำกับเป็นผู้บอกดิฉันเองว่า “เขาคือผู้กำกับที่มุ่งเน้นการทำงาน ไม่เหมือนคนอื่นๆ ที่คอยเฝ้าแต่นาย พานาย พานักการเมืองไปตีกอล์ฟ” เขาเป็นผู้บอกดิฉันเองว่า “ไม่มีใครทำงานเหมือนผมหรอก ผมเดินเข้าหาทุกคนทุกพื้นที่” เขาเป็นผู้บอกดิฉันเองว่า ”ในโลกของตำรวจนั้น เรื่องงานกับเรื่องความก้าวหน้าต้องแยกออกจากกัน”

 ผู้กำกับตอบคำถามดิฉันถึงภาพลักษณ์ที่ออกมาในลักษณะที่ข้าฯ เป็นพระเอกแต่เพียงผู้เดียว (ONE MAN SHOW) ว่า เป็นเพราะลูกน้องทุกคนขี้เกียจ เป็นเด็กนักการเมือง มีรายได้อื่นที่พวกเขาสนใจมากกว่า? โดยตั้งคำถามย้อนให้ดิฉันคิดว่า “อาจารย์คิดดูสิ เขามีเงินเดือนแค่นี้ เขาทำได้ไง เขาซื้อที่ ซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ราคาแพงๆ เขาเอาเงินมาจากที่ไหน?” ถ้อยแถลงล้วนสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อโน้มน้าวให้ดิฉันและที่ประชุมในที่นั้นเห็นพ้องต้องกันว่า มีเพียงเขาเท่านั้นที่ทำงานเพื่อประชาชน และสมเหตุสมผลแล้วกับภาวะ พระเอกคือข้าฯ แต่เพียงผู้เดียว เช่นเดียวกันกับที่บรรดาลูกน้องของผู้กำกับก็บอกดิฉันเช่นกันว่า “ไม่มีใครชอบ ไม่มีใครอยากทำงานกับนายที่มีรูปแบบการทำงานเช่นนี้ ถึงแม้ว่าผู้กำกับจะหาเงินมาบริหารเพื่อเลี้ยงข้าวกลางวันลูกน้องทุกวันก็ตาม”

 ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
 เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้กำกับก็ไม่มีทางที่จะทำงานใดงานหนึ่งสำเร็จด้วยตัวเขาเอง สิ่งสำคัญอาจอยู่ที่การมองแค่ว่า “ลูกน้อง” คือมนุษย์คนหนึ่ง มิใช่เพียงเบี้ยที่เขาไว้ใช้เดินให้ตัวเขาเองกินขุนในภายหลัง