ไลฟ์สไตล์

กลยุทธญี่ปุ่นกับกงสุลไทย

กลยุทธญี่ปุ่นกับกงสุลไทย

12 ต.ค. 2553

ถ้าจะกล่าวถึงคนญี่ปุ่นแล้วต้องยอมรับว่า เป็นประเทศที่มีประชากรมีคุณภาพมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง รวมถึงมีองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน คอยสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศของเขา อย่างเช่นการให้ทุนคนไทยมาทำงานวิจัยทุกๆ แขนงที่เกี่ยวข้องกับประเทศ

 ที่สำคัญเขาก็จะได้คนไทยที่เก่งๆ ไปทำงาน จึงเท่ากับว่าเอาคนเก่งๆ ไปช่วยพัฒนาบ้านเมืองของเขานั่นเอง ซึ่งตรงนี้ผมไม่ได้เขียนจากความคิดของผม แต่ที่ผ่านมาผมเองได้ไปสัมผัสกับนักเรียนไทย และนักวิจัยที่ได้ทุนจากประเทศของเขา หลายคนเป็นคนเก่งและมีความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เตรียมที่จะอยู่ทำงานต่อที่นั่นหลังจากที่เรียนจบ หรือใช้ทุนวิจัยหมดไปแล้ว นั้นก็เท่ากับว่าอาการสมองไหลได้ตกมาอยู่ที่ประเทศของเรานั่นเอง

 แต่อย่างไรก็ดี ประเทศญี่ปุ่นมีประชากรส่วนใหญ่อาจจะเรียกได้ว่าชาตินิยม แต่สำหรับประเทศของเราก็ถือว่าโชคดี เพราะมีชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบเมืองไทย รวมถึงศิลปวัฒนธรรมไทยและภาษาไทย อาหารไทยหรือแม้กระทั่งดนตรีไทย ซึ่งเราก็จะทราบกันดีว่ามีชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในวัยเกษียณอายุมาปักหลักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เกิดจากอาการที่ผมได้กล่าวเอาไว้

 ส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นนั้นหลงใหลความเป็นไทยและเมืองไทย ก็คือองค์กรภาครัฐของเรา อย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ทำการประชาสัมพันธ์ประเทศของเราอย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่ว่าจะเป็นแค่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังทำการประชาสัมพันธ์ประเทศของเราออกไปทั่วทุกประเทศเกือบๆ ทั้งโลก รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม ที่นำศิลปวัฒนธรรมของไทยออกสู่ต่างประเทศ และอีกองค์กรหนึ่งที่ขาดเสียไม่ได้ก็ คือกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งความจริงก็คือสถานกงสุลไทยตามประเทศต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย โดยผมเองก็เคยร่วมงานกับสถานกงสุลไทยตามประเทศต่างๆ มาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ซิดนีย์ ชิคาโก มอสโ และล่าสุดก็คือโอซากา ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพียงแค่ว่าเราเป็นนักดนตรีไทย สถานกงสุลติดต่อให้ไปแสดงก็ต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่และทำให้ผู้ฟังประทับใจในการแสดงให้มากที่สุดเท่านั้นเอง

 แต่หลังจากที่ผมได้ไปแสดงคอนเสิร์ตล่าสุดที่เมืองโกเบ เพิ่งจะทราบถึงนโยบายการทำงานของสถานกงสุลไทย ซึ่งฟังแล้วมันก็ไม่ใช่งานง่ายเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากกงสุลไทยจะต้องทำงานหลักที่เป็นสื่อกลางในการติดต่อประสานงานให้แก่ชาวไทย รวมถึงชาวญี่ปุ่นที่คอยเข้าออกประเทศของเราแล้ว กงสุลไทยยังต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์เมืองไทยด้วยกลยุทธที่ต่างกันออกไป

 อย่างที่โอซากา นอกจากต้องดูแลคนไทยถึง 7,000 คน แล้วยังมีกลยุทธ์ที่เรียกว่า การกระจายเครือข่าย ซึ่งปกติสถานทูตไทยและกงสุลไทยจะจัดงานประชาสัมพันธ์เมืองไทยอยู่ที่โตเกียว โอซากา และฟูกูโอกะ ตอนนี้ก็เริ่มที่จะขยายมาที่เมืองโกเบ โดยจัดคอนเสิร์ตที่ชื่อว่า “autumn breeze” 2010 Kobe แล้วให้วงของผมมาแสดง พร้อมเชิญชาวเมืองโกเบและเมืองที่ใกล้เคียงที่ชื่นชอบเมืองไทยมาเข้าชมฟรี อีกทั้งเปิดโอกาสให้ชาวญี่ปุ่นที่ชื่นชอบเมืองไทยได้ชวนเพื่อนของเขาที่เป็นชาวญี่ปุ่นได้มาเข้าชมอีกด้วย ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการกระจายเครือข่าย และอีกส่วนหนึ่งก็คือแขกระดับ VIP เช่น กงสุลประเทศต่างๆ และนายกเทศมนตรีของเมืองต่างๆ

 นอกเหนือจากงานคอนเสิร์ตที่ผมไปแสดงมาแล้วก็ยังมีการจัดอบรมการทำอาหารไทยให้เหล่าเชฟกระทะเหล็กและไม่เหล็กชาวญี่ปุ่น หรือชาติอื่นๆ ที่ประจำอยู่ตามโรงแรม 5 ดาว ในเมืองต่างๆ โดยมี อาจารย์ศรีสมร คงพันธ์ ที่ปรึกษาด้านอาหารของการบินไทย มาเป็นผู้ฝึกอบรม พร้อมแจกใบประกาศนียบัตร  อีกหนึ่งงานที่ผ่านมาของกงสุลไทยก็คือ นำพระมหาสมปองมาปาฐกาถาธรรม ให้แก่คนไทยและญี่ปุ่นที่เมืองโอซากา ซึ่งทั้งหมดนี้คือแผนประชาสัมพันธ์ของกงสุลไทยประจำนครโอซากาโดยมี ท่านนพชัย วาศ์ภักดี กงสุลใหญ่และ คุณเนตรนภา คงศรี คุณสุทธิรักษณ์ สง่ามั่งคั่ง รองกงสุล เป็นผู้วางยุทธศาสตร์แผนงานประชาสัมพันธ์เมืองไทยให้ชาวญี่ปุ่นได้หลงใหลมากขึ้นไปอีก

 สำหรับฉบับนี้หมดเนื้อที่อีกแล้ว เอาไว้ฉบับหน้าผมจะกลับมาเขียนถึงบรรยากาศในงานคอนเสิร์ต AUTUMU BREEZE ว่ามีความสนุกสนานมากน้อยแค่ไหน แล้วอะไรทำให้ชาวญี่ปุ่นยืนปรบมือตลอดเพลงสุดท้ายของวงผมด้วยครับ

"ขุนอิน"