ไลฟ์สไตล์

พระปราโมทย์-ฐิตินาถ

พระปราโมทย์-ฐิตินาถ

11 ต.ค. 2553

วันก่อนได้เขียนเรื่อง "ศรัทธาไปหาทุน" โดยกล่าวถึง "พระปราโมทย์" เป็นกรณีศึกษา ทั้งนี้มิได้มีเจตนาเหยียบย่ำซ้ำเติมท่านแต่ประการใด เพียงต้องการนำประเด็นที่เป็นข่าวมานำเสนอเป็นประเด็นธรรมะ ให้เกิดผลประโยชน์ทางปัญญาแก่มหาชนเพียงเท่านั้น ในทำนองที่ว่า "เปลี่

 แม้ในเวลาต่อมา จะมีหน่วยงานทางราชการออกมายืนยันว่า ไม่พบว่า มีความผิดพลาดบกพร่องทางด้านการเงินในกรณีพระปราโมทย์ แต่การที่ท่านยังให้ "แม่ชีอรนุช" อดีตภรรยาโดยพฤตินัย แต่ยังเป็นภรรยาโดยนิตินัยอยู่นั้น อยู่อารามเดียวกัน และเป็นคนดูแลการเงินของสวนสันติธรรมจำนวนหลายล้านบาท นับว่าไม่ถูกต้องผ่องใสโดยประการทั้งปวง ไม่ต่างจากทางโลกที่เข้าลักษณะ "ผัวหา-เมียเก็บ"

 ถ้าพระปราโมทย์ต้องการชีวิตที่ปราโมทย์ ท่านต้องแยกกันอยู่กับแม่ชีอรนุช ยิ่งไปกว่านั้น ท่านต้องหย่าขาดทางกฎหมายด้วย ไม่เช่นนั้นจะขาดความสง่างามโดยประการทั้งปวง

 สำหรับกรณีคุณฐิตินาถนั้น ได้สอนธรรมะให้เราเห็นว่า การมีศรัทธาแบบจำเพาะเจาะจงนั้น มักมีผลข้างเคียงตามมา ดังที่เห็นและเป็นอยู่ พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ในอังคุตรนิกาย ปัญจกนิบาต ว่าด้วยโทษของการยึดถือบุคคล ห้าประการ สมควรนำมาสำนึกให้จงหนัก

 อนึ่ง การเข้าวัดพร้อมกับการบริจาคเงินจำนวนมาก ไปจนถึงการระดมหาเงินเพิ่มเข้าไปในวัดนั้น มักให้ผลข้างเคียงดังที่เห็น และเป็นอยู่เช่นกัน หลายคนอาจไม่แน่ใจว่า "เข็มทิศชีวิต" จะพาไปถูกทางหรือไม่ โดยเฉพาะเข็มทิศที่นำไปสู่การย้ายวัดจากประจวบฯไปสูเมืองชลฯ และการปลูกบ้านใกล้ที่พำนักของพระที่ตนนับถือศรัทธา (ในตอนนั้น) ก็มิใช่ทางดำเนินของผู้แสวงหาธรรมมาตั้งแต่ต้น

 รวมความว่า ในกรณีพระปราโมทย์ จะโทษท่านเพียงอย่างเดียวหาได้ไม่ ต้องกล่าวโทษไปถึง "แม่ยก" ทั้งหลาย ที่ยึดติดกรูเกรียวเหนียวแน่น โดยขาดสติปัญญาอีกด้วย แรงดูดกับแรงผลักมักเท่ากันเสมอ ในทำนองที่ว่า "เวลารักก็หัวปักหัวปำ-เวลาชังก็หัวฟัดหัวเหวี่ยง" ขอฝากบทกลอนส่งท้าย ดังนี้ 

 คนตาบอดจูงคนหูหนวกไฉน ดูหนังใบ้อีกด้วยซวยซ้ำสอง! 
 พระก็โลภโยมก็หลงลงคลอง นำศรัทธาหาเงินทองสู่อธรรม
 ศรัทธาพระเช้าเย็นไม่เห็นพระ หาสตางค์เป็นสรณะทุกเช้าค่ำ
 สร้างวัดให้พระของกูอยู่ประจำ พอบอบช้ำซ้ำผิดหวังก็พังพร
          ท่านจันทร์
 www.prajan.com