
เล่นหูเล่นตา-มากกว่า...แค่เห็น
ศิลปะอยู่ที่การมองด้วยตาใจ ตาที่อิสระจากกรอบความเคยชิน และใจพร้อมที่จะเห็นมากกว่าแค่เห็น เข็นครกลงเขา : คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์
"สมัยนี้จัดคอนเสิร์ตทีมันต้องมีแขกรับเชิญเยอะๆ คนดูถึงจะยอมซื้อตั๋วมาดู นี่มีกันอยู่แค่นี้แล้วตั๋วจะขายออกมั้ยโก้?..."
ฉันแหวใส่น้องชายตัวกลม "โก้ มิสเตอร์แซกแมน" ตอนที่รู้ว่าแขกรับเชิญในคอนเสิร์ตของมันมีใครบ้าง
คนแรกก็คืออีแก่ที่ร้องอยู่ข้างมันมาจนหง่อม...เจนนิเฟอร์ คิ้ม คนถัดไปคือ ขุนอิน ที่เล่นกับมันมาตั้งแต่สมัยอยู่วง "บอยไทย" คนสุดท้ายก็คือ พี่อ๊อด คนตาบอดที่โก้คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาจนทุกวันนี้เล่นประจำอยู่ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล
วุ้ย! ธรรมดาซะที่ไหน (สถานที่นะ! ไม่ใช่คน) ทั้งฉัน สีเกด และนุชนาฎ มองหน้ากันแบบว่า...เฮ้อ โก้! เน้นเพลงบรรเลงเสียส่วนใหญ่แถมแขกรับเชิญก็ไม่เร้าใจมีหวังหลับกันคนละตื่นสองตื่น แล้วนี่จะพีอาร์ออกอากาศรายการไหนก็ไม่ทันมีเวลาแค่ครึ่งเดือนในการประชาสัมพันธ์ เส้นสายก็ไม่ค่อยมี คนใหญ่คนโตเขาก็ไม่มาเกลือกกลั้วกับคนอย่างพวกเรา แถมเบี้ยน้อยหอยน้อย แย่ไปกว่านั้นสปอนเซอร์หายากเสียยิ่งกว่าหาผัวดีๆ สักคน ('รมณ์เสีย) รวมเรียกว่า “อุปสรรค” หรือ ขวากหนามมนุษย์ แต่ก็ยังมีคนตัวเล็กๆ แต่ใจใหญ่อีกไม่น้อยที่ยื่นมือมาฉุดมาช่วยอย่างฉุกละหุกกันคนละไม้คนละมืออย่าง แมงโก้ ทีวี ของเนชั่น "พี่นัน" อุตส่าห์แต่งหน้าฉ่ำมาทำข่าวให้ดึกๆ ดื่นๆ ที่ห้องซ้อม รายการไนน์เอนเตอร์เทน รายการของเวิร์คพอยท์ รายการในเครือเจเอสแอลของพี่ต้น ลาวัลย์ กันชาติ (เจ้านายของฉันเอง) ฯลฯ
นี่แหละสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า...รัก ฉันยังจำคำที่พี่ก้อง ปิยะ พูดกับฉันตอนทำคอนเสิร์ตมายเนมอีสคิ้มได้ว่า
"ถ้าใครช่วยมึงนะจำไว้จนตาย แต่ใครที่ไม่ช่วยมึง มึงก็ช่วยจำไว้จนตายด้วย" อือ...ฉันเลยจำพี่ก้อง ปิยะ ไว้จนตายเหมือนกัน...ฮิ้ว...ว...ว
"พี่ถามจริงๆ นะ ถ้าบัตรขายได้ไม่หมด มีคนมาดูน้อยมาก แล้วผลหลังจากจบคอนเสิร์ตออกมา คนวิจารณ์ในแง่ไม่ดี โก้จะรับได้ไหม?"
โก้อึ้ง ครุ่นคิดอยู่ 2 วิ. แล้วตอบอย่างมั่นใจเป็นคำตอบสุดท้ายว่า
"ต่อให้คนดูแค่ 300 คน ต่อให้ต้องขาดทุนเป็นล้าน โก้ก็จะทำ...ทำให้คนดูมีความสุข โก้ก็มีความสุขแล้วที่ได้ทำ..."
ฟังแล้วน้ำตาจะไหล "นี่มึงไม่เสียดายตังค์หรือไง? ไอ้อ้วน" ฉุนขึ้นมาซะงั้น "นี่มันเกิดปีวัวหรือปีควายเนี่ย?" สารพัดจะด่าทอและตบตี แต่โก้ก็ยังนิ่งเฉยตั้งหน้าตั้งตาซ้อมสลับกับออกรายการเพื่อขายบัตรอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ปีวัวมันดื้อแบบนี้เอง แต่มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและคนดูที่มันรัก (แม้จะมีน้อย)
เอาเป็นว่ามันมีจุดยืนของมันที่ไม่กลัวอุปสรรค มันกล้านำเสนอตัวตนโดยการฉีกความเคยชินของวัฒนธรรมการดูคอนเสิร์ตของคนไทยที่ชอบดูแขกรับเชิญเยอะๆ เน้นความหลากหลายเหมือนกินจับฉ่าย หรือกินข้าวราดแกงที่ตักแกงใส่หลายๆ อย่างจนมองไม่เห็นข้าวสวยเม็ดร่วนสีขาวร้อนๆ ที่ทำให้ท้องเรา "อิ่ม"
"พี่ไก่...มันมาถึงตรงนี้แล้ว วันจริงพี่ไก่อย่าเหวี่ยงนะ ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็จบแล้ว" คิ้ม (สุรางค์ อุ่นสำราญ) ภรรยาตัวจริง! ของโก้ น้องสะใภ้ของฉันที่ไม่เคยออกตัวเช่นกันถึงวันซ้อมรันทรูเดินมาลูบแขนฉันแล้วขอร้องให้เลิกบ้า! อาการคล้ายๆ ลูกชายจะบวชแล้วแม่บ้าๆ อย่างฉันต้องปล่อยวางและสำรวม...เฮ้อ! เพิ่งรู้ว่าเป็นแม่มันเหนื่อยแบบนี้นี่เอง
แล้ววันจริงก็มาถึง ผู้คนมากมายมายืนออกันหน้างาน บัตร "SOLD OUT" ขายหมดราวปาฏิหาริย์ ไม่มีการแจกฟรี ยกเว้นแขกวีไอพี และสื่อมวลชน (จำนวนไม่มาก) บางคนมารอลุ้นตั๋วหน้างานเผื่อฟลุก แล้วก็ฟลุกจริงๆ ที่คนของพวกเราบางคนต้องยอมสละที่เพื่อขายให้คนที่อยากดูจริงๆ ใบละ 2,000 บ้าง 2,500 บ้าง รู้งี้ซื้อกั๊กไว้ขายเป็นบัตรผีคงกำไรอื้อ! (นุชนาฎบอก) น่าเสียดายสำหรับคนที่มาแล้วไม่มีบัตรขายให้ต้องเดินคอตกกลับบ้านไป มาถึงที่แล้วแท้ๆ ที่จะยืนยังไม่มีเลย...
บางทีสิ่งดีๆ ก็จะมาทันเวลา (เฉียดฉิว) จะเรียกว่า "ผลแห่งกรรมดี" ที่โก้ทำดีไว้คงไม่ผิด ฉันได้แต่นั่งแต่งหน้าแต่งตัวในห้องแล้วรอฟังข่าวเป็นระยะก่อนถึงเวลาโชว์
ถึงเวลาที่ฉันต้องออกไปร้อง...ฉันปล่อยเสียง อารมณ์ ความรู้สึก และพรสวรรค์ของฉันทั้งหมดออกไปตามเสียงแซกของโก้ ให้โก้พาฉันไปไกลเท่าที่เขาอยากพาไป ไกลเท่าที่จินตนาการอันบรรเจิดของเขาจะเกิดขึ้นได้...ฉันไม่ได้ทำอะไร แค่ให้โก้พาไป...(คล้ายๆ เกาะชายผ้าเหลืองลูกเลย)
“ความรักของฉันซ่อนไว้ในเพลง ถ้าชีวิตฉันจบลง จดจำช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกันไว้ ฉันร้องเพลงนี้ให้กับคุณ..."
ความหมายในเพลง “Song for you” ที่โก้เลือกให้ฉันร้อง เขาคงอยากบอกคนดูว่า เสียงเพลงของเขาจะอยู่กับคนฟังตลอดไป แม้เวลาที่เขาจากไปแล้ว...(ไม่ดังแล้ว!)
ช่วงท้ายๆ ของคอนเสิร์ต คนดูร้องไห้...ฉันก็ร้องไห้...โก้เล่าว่า..."พ่อโก้เป็นมะเร็งและอัลไซเมอร์ ตอนช่วงสุดท้ายของชีวิต พ่ออยู่โรงพยาบาล พ่อจำโก้ไม่ได้ พ่อเรียกนางพยาบาลและทุกคนว่า "มารศรี" ซึ่งเป็นชื่อของแม่โก้นั่นเอง..."
เขาหยุดกลืนก้อนสะอื้นแล้วเงยหน้าเก็บน้ำตารื้นไว้ไม่ให้มันไหล ก่อนจะร้องเพลง "ความทรงจำสุดท้าย" ที่พี่นิ่ม สีฟ้า แต่งให้...น่าประหลาดใจที่เพลงแจ๊สทำให้คนร้องไห้...
ตั้งแต่ต้นจนจบคนดูซาบซึ้งตบมือตามอย่างสนุกสนานหัวเราะตัวงอหรือน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลแล้วเดินออกมาจากโรงละครอักษราด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม...โก้มานั่งรอแจกลายเซ็นและถ่ายรูปกับคนดู "คาโอริ โคบายาชิ"
สาวน้อยมือแซกของญี่ปุ่นก็ออกมาด้วย (ต้องออกมาสิ ค่าตัวแพงฉิบ ต้องใช้ให้คุ้ม...ชิมิ) ฉันมองดูโก้...โก้มีความสุข...เมื่อคนดูมีความสุข...คำถามที่เขาชอบถามฉันว่า
"โก้เกิดมาทำไมก็ไม่รู้"
วันนี้ฉันคงไม่ต้องตอบคำถามนั้นแล้ว
จากคอนเสิร์ตที่บัตรขายวันแรกได้ 7 ใบ จาก 1,000 ใบ ใน 2 รอบ สปอนเซอร์มีเจ้าเดียวคือโตโยต้าที่ให้มาจำนวนหนึ่ง (สปอนเซอร์หลักคือตัวโก้นั่นเอง) แนวเพลงแจ๊สที่ใครคิดว่าหลับแหงๆ แขกรับเชิญก็งั้นๆ
แต่ทันทีที่ลูกผู้ชายตัวกลมเป่าเครื่องเป่าทองเหลืองของเขาตั้งแต่ต้นจนจบ มันเป็นมากกว่าที่เคยคิดไว้ จากแผ่นโปสเตอร์คอนเสิร์ตแจ๊สแผ่นหนึ่งที่มีรูปโก้ติดอยู่ คนที่ได้ดูกับตาด้วยอิสระแห่งใจจะรู้ว่า
"มันเป็นมากกว่า… แค่เห็น" ฮึ! อย่าตัดสินกันแค่ภาพภายนอกสิเพ่!
เจนนิเฟอร์ คิ้ม



