ไลฟ์สไตล์

"ขิงแก่"เปิดตัวหนังสือบันทึกการเมืองหลังปฏิวัติ

"ขิงแก่"เปิดตัวหนังสือบันทึกการเมืองหลังปฏิวัติ

10 ต.ค. 2553

"ไม่ว่าสังคมจะประเมินคุณค่าของรัฐบาลขิงแก่ไว้อย่างไร หากแต่ต้องยอมรับว่า นี่คือรอยต่อในบ้านเมืองของเราที่ไม่อาจปฏิเสธหรือมองข้ามไปเสีย ขั้วอำนาจก่อนรัฐประหารมองว่า รัฐบาลขิงแก่เป็นผลพวงจากรัฐประหาร การก่อหวอดเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเวลาน

 นี่คือข้อความบนโปรยปกหนังสือที่ชื่อ "บันทึกรัฐมนตรีหญิง...ว่าด้วยการเมืองหลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ" ซึ่งเขียนโดย คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล "ขิงแก่" เพื่อบอกเล่าความจริงในทุกๆ แง่มุมของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และวิกฤติการณ์การเมืองไทยภายหลังกองทัพตัดสินใจยึดอำนาจและโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

 เนื้อหาในหนังสือซึ่งจัดพิมพ์โดย "กรุงเทพธุรกิจ บิซบุ๊ค" แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือส่วนแรกเป็นเส้นทางชีวิตและประสบการณ์การทำงานของคุณหญิงทิพาวดีที่เริ่มต้นจากการเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ ในสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในองค์กร เป็นปลัดกระทรวง 2 กระทรวง และยังได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์

 สำหรับเนื้อหาในส่วนที่ 2 เป็นบันทึกเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วงรัฐบาลขิงแก่ และสถานการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยไฮไลท์ของหนังสืออยู่ในบทที่ว่าด้วยเบื้องหลังการจัดตั้งรัฐบาลขิงแก่ อุปสรรคปัญหาการทำงาน แรงกดดันจากทั้งในและนอกประเทศที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาลซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลจากการรัฐประหาร รวมถึงบทสัมภาษณ์อดีตรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอีก 5 คน คือ นายธีระ สูตะบุตร นายนิตย์ พิบูลสงคราม นายปิยสวัสดิ์ อมระนันทน์ นพ.มงคล ณ สงขลา และนางอรนุช โอสถานนท์ ที่พร้อมใจกันเปิดเผยเรื่องราวลึกๆ และเบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญๆ ต่างๆ หลายเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏเป็นข่าว

 ในบทที่ชื่อ "ขิงแก่ไม่เผ็ด...ครม.กรรมบันดาล" คุณหญิงทิพาวดีอธิบายความยากของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลหลังการรัฐประหาร และปัจจัยที่เธอให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษ คือบทบาทของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งสมาชิกส่วนหนึ่งเล่นการเมืองมากเกินไป

 เนื้อหาที่เป็นไฮไลท์อีกส่วนหนึ่ง คือคำอธิบายที่ว่าเหตุใดรัฐบาลขิงแก่จึงไม่จัดการหรือบดขยี้ "ระบอบทักษิณ" ให้สิ้นซาก ส่วนจะดุเด็ดเผ็ดร้อนอย่างไร อยากให้อ่านดู 

 ยังมีบทสัมภาษณ์ นายนิตย์ พิบูลสงคราม อดีต รมว.ต่างประเทศ ได้เล่าถึงความยากลำบากในการทำงานด้านการต่างประเทศ และการเพิกถอนพาสปอร์ตแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ

 และอีกตอนหนึ่งว่า "สื่อบางลักษณะมีข้อคิดเห็นแตกต่างในเรื่องต่างประเทศ คนที่นิยมฝรั่งก็วิจารณ์รัฐบาลว่ามาจากการปฏิวัติ ก็เป็นการจุดไต้ตำตออยู่แล้ว ลำบาก แต่ที่หนักที่สุดคืองานด้านการต่างประเทศแท้ๆ เพราะว่าอียู (สหภาพยุโรป) ออกมาจวกรัฐบาล"

 เนื้อหาอีก 2 บทใหญ่ๆ เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับวิกฤติไอทีวี และผลักดันให้เกิดทีวีสาธารณะขึ้นในประเทศไทย ในบทท้ายๆ ของหนังสือ คุณหญิงทิพาวดีได้เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบัน ซึ่งเธอมองว่าเป็น "วิบากกรรมของคนไม่มีข้าง" ท่ามกลางบรรยากาศการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย และผลักไสคนที่ยืนอยู่อีกข้างหนึ่งเป็นศัตรู ถือเป็นภาวะอันตราย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมองย้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทยในห้วง 5-6 ปีที่ผ่านมาด้วยความเข้าใจ เพื่อช่วยกันนำพาประเทศไปสู่บรรยากาศสมานฉันท์และสันติสุข

 ปิดท้ายด้วยนัยสำคัญที่ส่งผ่านตัวหนังสือของเธอว่า...ประเทศไทยมีปฏิวัติอีกไม่ได้แล้ว!