
บิ๊กจิ๋วคืออนาคต
เจดี เพาเวอร์ ออกผลสำรวจออกมาว่าตั้งแต่ต้นปี 2010 เป็นต้นมาว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแบบแถวเรียงจะมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 47 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ในปี 2011 จีเอ็ม จะวางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ (ไม่ต่ำกว่า 200 แรงม้า) ลงในบูอิค ขายในตลาดยุโรป
ในโลกของยานยนต์ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ (4 cyl) เพิ่งจะเป็นที่ยอมรับกันว่าในตลาดโลกญี่ปุ่นคือผู้บุกเบิกเครื่องยนต์ขนาดเล็กแต่ใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่าก็เมื่อเข้าทศวรรษที่ 70 ก่อนหน้านั้นค่ายผลิตรถยนต์ทั้งยุโรปและอเมริกาใช้แต่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ (ซีซีมากๆ) พวก V6 หรือ V8 หรือแม้กระทั่ง V10 หรือ V12 โดยไม่สนใจเหลือบแลเครื่องยนต์ขนาดเล็ก (4 สูบ) กันสักเท่าไร ก่อนนี้เครื่องยนต์ 4 สูบ อเมริกันชนก็มีความรู้สึกไม่ต่างจากเครื่องยนต์ดีเซลกันกี่มากน้อย เครื่องเล็กเสียงดัง เดินไม่เรียบ แรงน้อย
ถ้าจะใช้เครื่องแถวเรียงก็มักจะไปเริ่มกันที่ 6 สูบ แต่เมื่อต้องการพละกำลังมากขึ้นก็ต้องเพิ่มขนาดของเครื่องให้ใหญ่ขึ้น การเพิ่มขนาด (ความโต ความจุ) ของกระบอกสูบในเครื่องยนต์ 4 สูบนั้นมีข้อจำกัดคือเครื่อง 4 สูบ แม้จะดีเด่นเพียงการเดินเครื่องยนต์ที่รอบต่ำๆ ก็จะมีการสั่นสะเทือนมาก(เครื่องเดินไม่นิ่ง ไม่เรียบ) ถ้าจะใช้เครื่อง 4 สูบ ก็ต้องใช้รอบเดินเบาที่สูงขึ้น ซึ่งก็ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ เครื่องยนต์แถวเรียงแบบ 6 สูบ จึงถูกแทนที่เครื่องยนต์ 4 สูบ ที่ต้องการความโต เครื่องยนต์ 6 สูบแบบแถวเรียงมีข้อเด่นคือ เครื่องเดินได้นิ่ง เงียบกว่า ที่รอบเดินเบาต่ำกว่า แต่เครื่องยนต์ 6 สูบก็มีข้อด้อยคือน้ำหนักมาก สิ้นเปลืองเนื้อที่ในห้องเครื่องมาก ค่ายผลิตยักษ์ใหญ่ทั้งหลายจึงหันไปพึ่งเครื่อยนต์แบบสูบ V ที่เริ่มต้นด้วย V6 สิ้นเปลืองเนื้อที่น้อยกว่า น้ำหนักเบากว่าให้กำลังงานได้มากกว่า และเครื่องยนต์เดินได้เงียบราบเรียบที่รอบเครื่องต่ำ เครื่องยนต์แบบ V ทั้ง V6 และ V8 จึงเป็นที่นิยมในรถยนต์นั่งตั้งแต่ขนาดกลางไปจนถึงใหญ่ยักษ์หรูหรา
จนเมื่อมีการแก้ไขปมด้อยของเครื่องยนต์ 4 สูบ (เดินไม่นิ่ง เสียงดัง เปลืองยางแท่นเครื่อง) โดยการติดตั้งเพลาถ่วงดุล (Counter balance shaft) ไว้ในตัวเครื่องยนต์ ตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 70 โดยมิตซูบิชิ ที่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องเครื่องไม่นิ่ง (สั่นสะเทือนในรอบต่ำ) ลดเสียงดังของเครื่องยนต์ ประกอบกับเทคโนโลยีในการผลิต และการใช้วัสดุ ปัญหาเรื่องการกิน (เปลือง) ยางแท่นเครื่องก็หมดไป
อย่างไรก็ตามแม้จะแก้ปัญหาได้หมดไปเปลาะหนึ่งแต่เรื่องความโตของเครื่องซึ่งจะพ่วงเอาพละกำลังที่จะนำมาใช้นั้นเครื่องยนต์ 4 สูบ ยังมีข้อจำกัด เครื่องยนต์สูบ V ซึ่งมีข้อเด่นทุกอย่างที่กลบข้อดีของเครื่อง 4 สูบ จึงได้ยืนยงมาจนทุกวันนี้ แต่ข้อด้อยของสูบ V ที่ยังแก้ไม่หายคือเครื่องยนต์กิน(น้ำมัน) จุ
จนเมื่อค่ายรถยนต์ต้องดิ้นรนกับต้นทุนการผลิตเครื่องใหญ่ ต่อสู้กับการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและต่อสู้กับการรักษาสภาพแวดล้อมที่เกิดจากเครื่องยนต์ปล่อยก๊าซ CO2 จนโลกเข้าขั้นวิกฤติ เครื่องยนต์ เบนซินแบบฉีดตรง (GDI) จึงถูกปัดฝุ่นนำมาพัฒนากันใหม่ (รายละเอียดจะว่ากันในตอนต่อๆไป)
และเมื่อมาถึงวันนี้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแบบแถวเรียงด้วยระบบฉีดน้ำมันเข้าห้องเผาไหม้โดยตรง จึงเป็นที่ยอมรับกันว่าเครื่องยนต์เบนซินที่เป็นเครื่องเล็กๆ ก็ใหญ่ได้ การพัฒนาคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง การพัฒนาคุณภาพการอัดอากาศ (Turbocharger & Compressor) การออกแบบห้องเผาไหม้ องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้เครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาดเล็กๆ คืออนาคตของรถยนต์
ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ในอเมริกากล่าวว่า เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง ทั้งเบนซินและดีเซล ให้ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ผู้ผลิตใช้เงินลงทุนน้อยลง ผู้ใช้ได้รถยนต์ราคาที่สมเหตุสมผลมากกว่าที่จะใช้รถไฮบริด หรือรถไฟฟ้า และเครื่องยนต์เล็กเทคโนโลยีใหม่ก็จะช่วยลดปัญหาเรื่องโลกร้อนลงไปด้วย
ครับอาจจะมีใครต่อหลายคนที่คาดการณ์กันว่า เมื่อมีการกำเนิดเกิดขึ้นของ รถไฮบริด รถไฟฟ้าแล้ว เครื่องยนต์สันดาปภายในจะมีอันสูญหายไปจากโลก ก็คงต้องคิดต้องตั้งรับกันใหม่กับเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 4 สูบแบบแถวเรียง สัปดาห์หน้าจะว่ากันเรื่องข้อมูลทางเทคนิคหรือสเปกรถกันต่อ ในหัวข้อเพลาราวลิ้น Camshaft ทั้งแคมเดี่ยว แคมคู่ ลิ้นไอดีไอเสียและระบบวาล์วแปรผัน ตามที่เห็นกันในสเปก



