ไลฟ์สไตล์

เชิญ "พระมหาชนก" สู่แดนภารต

เชิญ "พระมหาชนก" สู่แดนภารต

07 ต.ค. 2553

หลังจากมูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สำนักงานประเทศไทย ได้เชิญพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง "พระมหาชนก" มาถ่ายทอดเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ เพื่อนำไปติดบนผนังพระอุโบสถ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย ซึ่งขณะนี

  พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติ สาขาสถาปัตยกรรมไทย ผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ เผยว่า โครงการนี้ได้มอบหมายให้ มณเฑียร ชูเสือหึง จิตรกร 6 กรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบ โดยเขียนแบบลายเส้นตามพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานโครงการทอดพระเนตร หลังจากเป็นที่พอพระทัย และมีพระราชานุญาตให้นำแบบขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตลงมาเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2551

 "ภาพจิตรกรรมฝาผนังจากบทพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกใช้วิธีเขียนแบบไทยดั้งเดิม โดยใช้เทคนิคและการจัดองค์ประกอบแบบผสมผสาน แต่ยังคงแนวการเขียนแบบไทยเอาไว้ ภาพมีการลงเงา ลงสี เหมือนคนจริง และเลือกใช้สีอะคริลิกในโทนสีเย็นอย่างสีเขียว สีฟ้า สีม่วง ซึ่งสื่อถึงความสงบร่มเย็น วาดลงบนผืนผ้าใบแล้วจึงนำไปปิดลงบนผนังพระอุโบสถ ซึ่งวิธีนี้จะแก้ปัญหาเรื่องความชื้นของผนังพระอุโบสถ ทั้งยังช่วยให้ภาพมีอายุยาวนานกว่าการวาดลงบนผนังจริง" ผู้รับผิดชอบโครงการเผย 

 ด้าน มณเฑียร ชูเสือหึง จิตรกร 6 กรมศิลปากร ผู้ออกแบบภาพจิตรกรรมฝาผนัง เผยว่า การทำงานครั้งนี้ใช้เวลาเกือบ 2 ปี ใช้ทีมงานกว่า 30 ชีวิต โดยจำลองพื้นที่ขนาดเท่ากับผนังอุโบสถจริง ซึ่งภาพจิตรกรรมฝาผนังมีทั้งหมด 39 ตอน แบ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก 36 ตอน และเทพชุมนุม 3 ตอน ในส่วนของบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนกนั้นแบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ ฝั่งขวาของพระประธานจะเป็นพระมหาชนกทางวรรณกรรม ส่วนฝั่งซ้ายของพระประธานจะเป็นพระมหาชนกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชนิพนธ์ขึ้นเพิ่มเติม ซึ่งเน้นไปในเรื่องของความเพียร การศึกษา เกษตรกรรม อาทิ วิธีการปลูกมะม่วง 9 วิธี อย่างการเพาะเมล็ด การชำกิ่ง การถนอมราก เป็นต้น

 ขณะที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานฝ่ายหาทุน กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ใช้งบประมาณ 27 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินงานก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ และเตรียมขนย้ายภาพทั้งหมดเพื่อไปติดที่อุโบสถวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย ราวปลายเดือนตุลาคมนี้ แต่ยังต้องการงบประมาณสำหรับจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อบำรุงรักษาภาพจิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถ ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคทุนทรัพย์ได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสวนจิตรลดา ชื่อบัญชี โครงการจิตรกรรมฝาผนัง อุโบสถวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์-อินเดีย เลขที่บัญชี 067-2-11720-9

 ทั้งนี้วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประเทศอินเดีย เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2537 โดยพุทธบริษัทชาวไทยได้ร่วมใจกันก่อสร้างขึ้น ณ ปริมณฑลพุทธปรินิพพานอันเป็นสังเวชนียสถานแห่งสุดท้าย เพื่อเป็นพุทธบูชาและเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา และเสด็จครองราชย์สมบัติครบ 50 ปี ในปีพ.ศ. 2542 เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้จัดให้มีพิธีสมโภชวัดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2542 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

 เมื่อปี พ.ศ.2543 วัดได้รับพระราชทานบทพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกจำนวน 16 ภาพ และภาพพระราชกรณียกิจ 6 ภาพ เพื่อวาดภาพเป็นจิตรกรรมฝาผนัง แต่มีอุปสรรคนานาประการทำให้ไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จได้ จนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 คณะผู้มีจิตรศรัทธาเดินทางไปที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์เพื่อสักการะพระมหาธาตุเฉลิมราชย์ศรัทธา พระราชรัตนรังษีพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย และประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ได้ขอให้คณะนี้ช่วยหาทางดำเนินการให้การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถแล้วเสร็จ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายพระราชกุศล ในโอกาสอันเป็นมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา

 คณะจึงนำเรื่องดังกล่าวกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอพระมหากรุณาธิคุณให้ทรงรับเป็นประธานโครงการ เพื่อให้สมพระเกียรติยศและเป็นสิริมงคลแก่คณะผู้ดำเนินการ เนื่องจากเป็นงานสูงและศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นสถานที่ที่อยู่ในปริมณฑลที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน และเรื่องที่จะเชิญมาเขียนเป็นภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังก็เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว