
ปยินอูลวินความงามและความสุขที่แตกต่าง
ประเทศพม่า...นับเป็นเมืองน่าเที่ยวอันดับต้นๆ ของคนรักการแบกเป้ในแถบเอเชีย เพราะยิ่งเดินทางมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นความร่ำรวยทางศิลปวัฒนธรรมและน้ำใจของผู้คนมากเท่านั้น ฉันจึงย่างก้าวจาก ย่างกุ้ง แล้วลัดเลาะเมืองต่างๆ ไปจนถึง มัณฑะเลย์
ที่นั่น...ฉันเริ่มครุ่นคิดกับตัวเองในขณะที่เรี่ยวแรงอ่อนลงไปทุกขณะว่า ถึงเหนื่อยแต่ถ้าเราฝืนใจเขยิบขึ้นไปทางเหนือของเมืองนี้อีกนิดและแม้จะมีเวลาเพียงแค่คืนเดียว แถมต้องใช้เวลาในการเดินทางไปที่นั่นประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เราจะได้พบกับความงามที่แตกต่างไปจากที่เคยเดินทางมาในพม่าเลยทีเดียว
“จะไปไหม ถ้าจะได้เห็นสิ่งที่แตกต่าง เที่ยวจนเหนื่อยแล้วทนได้ไหม เป้ใบใหญ่แล้วแบกต่อไปไหวไหม” ฉันแกล้งถามตัวเองไปอย่างนั้น ทั้งๆ ที่รู้คำตอบอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว
ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของมัณฑะเลย์ บนความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,070 เมตร ยังมีเมืองน่าสนใจแห่งหนึ่งชื่อว่า “ปยินอูลวิน” (Pyin oo lwin) แต่คนพม่าออกเสียงว่า ปยินอูลุย และบางคนก็เรียก “เหม่เมี่ยว” ซึ่งเป็นชื่อใหม่ของเมืองนี้ จะชื่อเสียงเรียงนามเช่นไร แต่ทุกคำล้วนแล้วแต่หมายถึง เมืองแห่งดอกไม้ ที่มีอากาศคล้ายประเทศอังกฤษนั่นเอง
ปยินอูลวิน เอาเรื่องดอกไม้มาเย้ายวนให้อิด (โรย) สตรี อย่างฉันต้องแบกเป้ดั้นด้นไปอย่างทุลักทุเลบนแท็กซี่เหมาที่มีข้อแม้ว่า ล้อจะหมุนได้ ก็ต่อเมื่อมีผู้โดยสารขึ้นเต็ม 4 คน ซึ่งกว่าจะหาครบคนและได้ออกรถ ก็เล่นเอาฉันเสียเวลาไปค่อนวัน
เมื่อปี ค.ศ. 1896 ในสมัยที่พม่าเคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ปยินอูลวิน เป็นสถานที่ที่ทหารอังกฤษใช้เป็นเมืองตากอากาศ ค่าที่มีภูมิอากาศคล้ายคลึงกับประเทศบ้านเกิด การได้ออกเดินเที่ยวที่นี่ จึงดูว่าง่ายและสบายกว่าแห่งอื่นในพม่า เพราะมีอากาศเย็นสบาย แถมขนาดของเมือง ก็พอฟัดพอเหวี่ยงให้เดินได้ทั่วอีกต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ที่นี่ยังมีรถม้าสีสันสดใสเอามาล่อตาล่อใจให้นักท่องเที่ยวอยากขึ้นไปนั่งให้รู้สึกเหมือนได้เป็นซินเดอเรลล่าอยู่บนรถฟักทอง แต่ฉันจินตนาการตัวเองอย่างไร ก็มองเห็นว่าเป็นนางมารร้ายบนรถม้าอยู่ดี ฉะนั้น การเดินหนีบอีแตะย่ำดูปยินอูลวิน น่าจะเหมาะสมกับฐานันดรของฉันเสียมากกว่า
ตลาดใหญ่ในปยินอูลวิน มัดใจฉันให้แกล้งเดินวกไปวนมาได้อยู่หลายรอบ เสน่ห์ที่นี่ คือ สีสันของผักผลไม้และดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งปยินอูลวินถือเป็นศูนย์กลางการจำหน่ายของพม่า ไม่ว่าจะเป็นดอกเบญจมาศ ดอกแอสเทอร์ ดอกกลาดิโอลัส (ซ่อนกลิ่นฝรั่ง) บลูเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ สับปะรด องุ่น พีช พลัม แม็กโนเลีย และกาแฟ
ไม่เพียงความสดในสีสันพืชผักเท่านั้น...แต่ความฉูดฉาดของเครื่องนุ่งห่มเมืองหนาว โดยเฉพาะผ้าห่มที่นี่ เห็นแล้วก็อยากเอาไปห่มเสียให้เหงื่อหยดที่บ้านฉัน ก็พม่าอยู่ประชิดจีนเสียขนาดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าสินค้าเครื่องกันหนาวจึงเป็นของจีนทั้งสิ้น
ฉันได้น้องโมโม...มอเตอร์ไซค์รับจ้างหนุ่มหน้าเข้มจากเมืองดอกไม้งาม นำเที่ยวชมปยินอูลวินที่น่ารัก เขาเคยไปเป็นลูกจ้างแรงงานในย่านชานเมืองกรุงเทพฯ จึงพูดภาษาไทยได้พอทำให้ฉันหายคิดถึงบ้านบ้าง
น้องโมโมเคี้ยวหมากหงึ่บหงั่บ ก่อนจะตลบโสร่งพึ่บพั่บสองสามครั้งแล้วบึ่งมอเตอร์ไซค์พาฉันไป สวนพฤกษศาสตร์กันดอว์จี (Kandawgyi Botanical Garden) ที่นั่น มีทุ่งดอกไม้เมืองหนาวนานาพรรณอันกว้างใหญ่ คนอังกฤษมาเดินที่นี่ คงคิดว่ามันคือ “สวนคิว” (Kew Garden) ในบ้านเมืองเขาก็เป็นได้
ฉันเองก็อาจเชื่อแบบนั้น ถ้าไม่มาติดตรงที่ได้เห็นโสร่งไหวๆ ทั้งชายและหญิงที่จูงมือมาอาศัยความงามของดอกไม้ เพิ่มความหวานแห่งวัน ณ สถานที่แห่งนี้
“น้ำตกอนิสกาน” เห็นจะเป็นที่สุดของการมาเยือนปยินอูลวิน กับระยะทางเพียง 1.5 กิโลเมตรจากทางเข้า แต่เมื่อเจอความทุลักทุเลและลาดชัน ฉันจึงใช้เวลาชั่วโมงกว่าในการดั้นด้นไป น้องโมโมไม่ได้บอกก่อนว่า มันจะยากลำบากเพียงนี้ ฉันจึงไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับสภาพหินภูเขาที่ต้องไต่ระดับลงไป งานนี้เล่นเอา “อีแตะ” ที่หนีบไป เกือบประท้วงตรงกลางทาง แถมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและหัวเข่าที่สั่นคลอน ก็ทำเอาไอ้ถึกอย่างฉันยืนนิ่งถอดใจอยู่หลายหน บางครั้งก็ก้มตัวลงเอาหูแนบพื้น เพื่อฟังเสียงน้ำไหลเรียกกำลังใจให้เดินต่อ
แต่ดูเหมือน “อนิสกาน” จะเข้าใจดี จึงมอบรางวัลใหญ่ให้ฉันอย่างสาสม ด้วยความงามที่เห็นแล้วต้องตกตะลึง จนลืมไปว่าตัวเองมีสภาพมอมแมมมากเพียงใด...
ภายใต้ร่มไม้ใหญ่มีลานกว้างให้เด็กๆ เล่นฟุตบอลอย่างสนุกสนาน สายน้ำใสเย็นและสถูปเจดีย์ตั้งตระหง่านยืนรับแขกเหรื่อที่เดินง่อนแง่นมาจนถึงที่หมาย ความงามของสถานที่แห่งนี้ ทำเอาฉันลืมทุกสิ่งอย่างที่มีในสมองอันน้อยนิด...มีเพียงสิ่งเดียวที่จดจำได้อยู่ในขณะนั้น คือความสุขที่ได้รับจากการเดินทาง
ปยินอูลวิน กระซิบฉันให้รู้ว่า “พม่า” ไม่ได้ร่ำรวยเพียงศิลปวัฒนธรรม หากแต่ยังมีความงามและสมบูรณ์ของธรรมชาติที่สร้างสรรค์และซ่อนตัวอยู่ แม้ในซอกหลืบภูเขา...
ก่อนมาเยือน ฉันรู้สึกว่าเป้หนักเสียเหลือเกิน แต่ตอนกลับฉันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าลืมหนักไปเสียตั้งแต่เมื่อไหร่...คงเป็นเพราะเสน่ห์ของ “ปยินอูลวิน”แน่ๆ ที่ทำให้ฉันรู้สึกเช่นนี้



