ไลฟ์สไตล์

สภาฯไฟเขียวร่างพ.ร.บ.ตั้งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

สภาฯไฟเขียวร่างพ.ร.บ.ตั้งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

30 ก.ย. 2553

สภาไฟเขียวร่างพ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ -ตั้งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม แทน สวช. ชี้เพื่อทำงานได้คล่องตัวขึ้นเน้นส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิต เกรียงไกร”ฝากงานอธิบดีกรมศิลป์คนใหม่พัฒนาพิพิธภัณฑ์-แก้กม.โบราณสถาน

เมื่อวันที่   30   กันยายน 2553  นายสมชาย  เสียงหลาย  ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร์ได้เห็นชอบผ่านพ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 และพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2553 ดังนั้นส่งผลให้ต้องยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2486 พ.ร.บ.เครื่องแบบกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2486 พ.ร.บ. สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2522 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 ทั้งนี้การประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มีสาระสำคัญที่ส่งผลให้มีความเปลี่ยนแปลงกับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) และองค์ประกอบของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) ดังนี้ มีการเปลี่ยนตำแหน่งประธาน กวช. โดยให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และรัฐมนตรีว่าการ วธ. จากเดิมเป็นประธานเปลี่ยนเป็นรองประธาน ส่วนเลขานุการ กวช. เปลี่ยนจากเลขาธิการ กวช. เป็น ปลัด วธ.

  ปลัดวธ. กล่าวอีกว่า  ในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวยังได้เพิ่มจำนวนคณะกรรมการ กวช. จาก 8 คน เป็น 9 คนและจากเดิม  คณะกรรมการ กวช. สังกัด สวช. เปลี่ยนมาสังกัดสำนักงานปลัด วธ. นอกจากนี้ ยังให้อำนาจ สวช. ดำเนินการจัดทำกฎกระทรวง เพื่อจัดตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และสภาวัฒนธรรมตำบล สภาวัฒนธรรมอำเภอ และสภาวัฒนธรรมจังหวัด ในการเป็นเครือข่ายขับเคลื่อน วธ. อย่างไรก็ตาม เมื่อร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศใช้สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการคัดเลือกผู้ทรงวุฒิมาดำรงตำแหน่ง กวช. แทนชุดเดิมที่หมดวาระเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา

 นายสมชาย กล่าวต่อไปว่า ส่วนพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรมที่ผ่านความเห็นชอบนั้น มีสาระสำคัญในการปรับเปลี่ยนสถานะของ สวช. เป็นกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รวมทั้งจากเดิมมีเลขาธิการ กวช. เป็นผู้บริหารสูงสุดให้เปลี่ยนเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ทั้งนี้การเปลี่ยน สวช. เป็นกรมเพื่อให้ทำงานได้คล่องตัวและเน้นการส่งเสริมงานด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตมากขึ้น อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะต้องมีการร่างกฎกระทรวงเพื่อโอนทรัพย์สิน งบประมาณและบุคคลากรของ สวช. มาเป็นของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและกฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการภายในกรมดังกล่าว

“เกรียงไกร”ฝากงานอธิบดีกรมศิลป์ใหม่

 นายเกรียงไกร   สัมปัชชลิต     อดีตอธิบดีกรมศิลปากร    กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตนเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.ตนได้จัดทำเอกสารมอบหมายงานให้แก่นางโสมสุดา   ลียวะณิช  อธิบดีกรมศิลปากร คนใหม่แล้ว โดยจะฝากสานต่อการทำงานของกรมศิลปากร ที่สำคัญ จำนวน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งมีแผนดำเนินการอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มการปรับภาพลักษณ์ หรือรูปแบบบริหารจัดการ เพื่อจูงใจให้เด็ก เยาวชน และประชาชนเข้าชมมากขึ้น 2.เรื่องของบุคลากรที่ไม่เพียงพอ ปัญหานี้มีมานานแล้ว และต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ปัญหา และ3.การทำงานช้า เนื่องจากมีหลายฝ่ายออกมาระบุว่า การทำงานของกรมศิลปากรช้า ตนจึงได้ฝากการพัฒนากรมศิลปากร ในเรื่องดังกล่าวให้อธิบดีคนใหม่ช่วยดูแล

 นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในปี2553- 2554 กรมศิลปากรยังมีงานสำคัญที่จะต้องเข้าไปดูแลอีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโวโรวาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 วาระครบรอบ 100 ปี แห่งการเสด็จสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ตุลาคม 2553 การสถาปนากรมศิลปากร ครบรอบ 100 ปี ส่วนปัญหาเรื่องของคดีความต่างๆเกี่ยวกับแหล่งโบราณสถาน หรือคดีความอื่นๆก็ยังคงต้องฝากให้อธิบดีกรมศิลปากรคนใหม่ช่วยเข้ามาดูแลด้วย

 “ที่สำคัญขณะนี้กรมศิลปากร ได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน โดยการปรับปรุงในครั้งนี้จะทำให้พ.ร.บ.ฉบับนี้มีความชัดเจนเกี่ยวกับ คำว่าโบราณสถาน ว่า ต้องอายุเท่าไหร่ถึง กำหนดเป็นโบราณสถาน การส่งเสริมความรู้การมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างไรก็ตาม กรมศิลปากรได้จัดทำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอธิบดีคนใหม่ต้องช่วยผลักดัน”อดีตอธิบดีกรมศิลปากร กล่าว