
มองนอกดูใน - เสียงลือเสียงเล่าอ่างอันใด...กับกรุณาแห่งหัวใจ
เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 37 ที่ห้อง meeting room 4 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
มีการสนทนากันเรื่อง ‘เสียงลือเสียงเล่าอ่างอันใด...กับกรุณาแห่งหัวใจ’ โดยมีผู้มีเกียรติหลายท่านที่มีกรุณาแห่งหัวใจมาร่วมสนทนาแลกเปลี่ยนถึงความรู้สึกที่มีหลังจากได้อ่าน กรุณาแห่งหัวใจ โดยมี คุณไชยวัฒน์ อนุตระกูลชัย ดำเนินการสนทนาอย่างมีสีสัน
“หนังสือเล่มนี้สวยมาก ที่อาตมารู้สึกกับตรงนี้ก็เพราะเวลาอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับธรรมะคนไทยมักจะไม่ชอบเอาการจัดการเข้าไปใส่ เพราะธรรมะต้องเป็นธรรมชาติ พอปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติมันก็เลยกลายเป็นปล่อยปละละเลย กลายเป็นของแบกะดินไป พอคุณแม่ทำออกมาก็เป็นของวิเศษไปเลย เพราะฉะนั้นมันมีค่าพอที่คุณจะหยิบยื่นให้ใครก็ได้ พอพลิกไปดูเนื้อในอาตมาก็คิดว่ามันวิเศษยิ่งกว่า เพราะเวลา 20 ปี ไม่ใช่เวลาที่คนคนหนึ่งจะมาเสแสร้งแสดงและทำอะไรได้ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อดูตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ถ้าไม่มีกรุณาแห่งหัวใจ ก็คงทำไม่ได้ขนาดนี้ และถ้าคุณแม่ไม่จริง คุณแม่ทำไม่ได้ถึงขนาดนี้หรอก...
อาตมาอยากให้เป็นเจ้าของหนังสือเล่มนี้กันมากๆ เพราะสิ่งที่พวกเราจะเห็นหลังจากที่เงินซึ่งคุณสนับสนุนหนังสือเล่มนี้ละลายหายไปก็คือสาวิกาสิกขาลัย เงินทองเป็นสิ่งสมมติ แต่คนที่จะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนั้น ถ้าได้เกิดขึ้นจริงๆ อาตมาว่าเงินกี่แสนกี่ล้านก็ซื้อไม่ได้ ฉะนั้นคุณอาจจะเสียเงินสักสิบกว่าล้าน แต่ถ้าเกิดผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ขึ้นในสังคม หรือในโลกหนึ่งคน แล้วมาเทียบกับหนังสือเล่มนี้ซึ่งเพียง 3,000 บาท กระจอกเลย เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มหนึ่งมันจะต่อยอดไปถึงการทำงานระดับโลก นั่นก็คือการสร้างบุคคลที่เป็นอริยชน และถ้าเรามีกรุณาแห่งหัวใจ ความขัดแย้งจะลดลง เพราะกรุณาแห่งหัวใจจะทำให้เรารู้จักแพ้ รู้จักชนะ แล้วเราก็จะรู้ว่าถ้าเรามีกรุณาแห่งหัวใจ เราจะโกงใครไม่ได้หรอก เพราะการทำร้ายคนอื่นนั้น สุดท้ายก็คือการทำร้ายตัวเอง...
เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่เผยความงามในหัวใจของคุณแม่ หนังสือทั้งเล่มนี้งามด้วยอะไร ก็ด้วยหัวใจของคุณแม่ที่งาม คนที่หัวใจไม่งามไม่สามารถทำอะไรได้งามขนาดนี้ ดังนั้นอาตมาคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่าตรงที่มันกำลังสร้างหลักไมล์ชนิดใหม่ขึ้นในสังคมไทย นั่นคือสถาบันที่ทำให้คนตื่น รู้ และเบิกบาน...
สถาบันต่างๆ ตอนนี้สอนวิชาทำมาหากินใช่มั้ย แต่ไม่ได้สอนเรื่องวิชชา คือการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สาวิกาสิกขาลัยสอนให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่บนโลกอย่างคนที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งถ้าคุณแม่สร้างเสร็จ จะไม่ใช่แค่หนึ่งในเมืองไทยนะ แต่เป็นหนึ่งในโลกด้วยซ้ำไป ฉะนั้น อาตมาไม่มีอะไรมากนอกจากจะให้กำลังใจคุณแม่ ขอให้สิ่งที่คุณแม่ดำริมานั้นสมปรารถนา และถ้าคุณแม่สมปรารถนาจากการที่หนังสือเล่มนี้ทะลุเป้า ก็หมายความว่าสังคมไทยจะมีสาวิกาสิกขาลัย มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก”
พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)
“หนังสือเล่มนี้เป็นตัวแทนของความศรัทธาในสิ่งที่ดี...แต่ก่อนจะมีหนังสือเล่มนี้ คุณแม่เป็นตัวอย่างของการทุ่มเทพลังกายและใจที่จะช่วยคนอื่น เราเองก็มีความรู้สึกว่าถ้าแบ่งเวลาได้ ก็จะมาช่วยคุณแม่ เพราะอยากให้มีคนมาช่วยมากกว่ามาพึ่งอย่างเดียว แล้วก็ได้มาช่วยคุณแม่เป็นระยะ ในทำนองเดียวกัน หนังสือเล่มนี้ก็ได้แสดงให้เห็นว่ามีคนที่ได้รับการถ่ายทอดแล้วเอาไปทำงาน และอีกมุมหนึ่งที่คนยังไม่ได้มองเข้าไปก็คือ ในกรณีภาพ ถ้าเราสักแต่ว่ามองโดยไม่ได้ใช้ปัญญาเลยเราก็จะไม่เห็นอะไรในภาพแต่ละภาพ อะไรๆ ก็แล้วแต่ทำให้เราเห็นสัจธรรมของธรรมะ ความจริงแล้วสิ่งที่ยุ่งและกวนให้เราขุ่นคืออัตตา ฉะนั้นถ้าเรารู้จักจัดการ เราจะเห็นความงดงามจากสิ่งที่ไม่งดงาม อันนี้คือสิ่งที่หนังสือบอก ทีนี้ถ้าเราถ่ายทอดออกไป คือถ้าเราเอามุมนี้ออกไปมากกว่าการมองว่าหนังสือเล่มนี้ภาพสวย เราก็จะได้ความงดงามนั้น”
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
“หนังสือเล่มนี้สวยงามมากทั้งในแง่ของภาพและคำพูดทุกคำในนั้น ที่สำคัญคือไม่ได้สวยแบบปรุงแต่ง แต่เป็นความสวยแบบธรรมชาติ หนังสือเล่มนี้เป็นตำนานของเสถียรธรรมสถานจริงๆ เปิดหนังสือมาก็เหมือนได้ยินเสียงคุณแม่ชีกำลังบอกเล่าเรื่องราวให้ฟัง อ่านจบแล้วก็รู้สึกว่า ภายในเล่มมีแต่ปณิธาน มีแต่ความตั้งใจ มีแต่ความเมตตา มีแต่การให้อยู่ในนั้น ซึ่งทุกอย่างนั้นเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเราทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนเป็นเจ้าของ”
คุณอ่อนอุษา ลำเลียงพล ประธานกรรมการบริหาร ลีโอเบอร์เนทท์ และ อาร์คเวิลด์ไวด์ ประเทศไทย
“ไม่เคยเห็นหนังสือธรรมะที่งดงามขนาดนี้ ที่ต้องบอกว่างดงามก็คือตั้งแต่คณะผู้จัดทำ อย่างแรกเลยต้องบอกว่าเป็นกรุณาแห่งหัวใจของคุณแม่ที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้น อมรินทร์เป็นเพียงผู้ที่ทำให้มันเป็นรูปธรรมขึ้นมาเท่านั้น และเท่าที่ได้เปิดอ่าน แพรว่าหนังสือเล่มนี้คือศิลปะที่สะท้อนกลับไปที่งานของคุณแม่ ซึ่งมีเสถียรธรรมสถานเป็นศูนย์กลาง ที่มีโครงการต่างๆ มากมาย เป็นศิลปะ เป็นความสวยงามของธรรมชาติที่มีการจัดการ ที่ไม่ได้อาศัยการปรุงเพื่อการค้าขาย แต่เป็นการทำให้คนที่เข้าไปมีความสงบทางจิตใจ
อย่างที่สองคือเป็นศิลปะที่สะท้อนถึงการทำงานของคุณแม่ คือแพรเชื่อในศิลปะการจัดการชีวิต บางคนมีความเก่ง ความรู้ แต่ถ้าไม่มีศิลปะในการจัดการที่ดี ก็ไม่ประสบความสำเร็จ...โดยรวมแล้วต้องบอกเลยว่าทึ่งในสิ่งที่คุณแม่ทำมากๆ แพรเองอยากให้กำลังใจคุณแม่ เพราะระหว่างอ่านก็นึกถึงตัวเองว่าเราก็คือคนคนหนึ่งเหมือนกัน แต่เราจะทำอะไรได้มากขนาดนี้ คุณแม่คงต้องฟันฝ่าอะไรมาเยอะ โดยสถานภาพของความป็นผู้หญิง แต่ด้วยความกรุณาแห่งหัวใจ ก็ทำให้คุณแม่สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ และก็พูดได้ว่าเมืองไทยก็ได้คุณแม่นี่แหละค่ะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของเด็กๆ และผู้หญิง...แพรมองว่ากรุณาแห่งหัวใจเล่มนี้เป็นศิลปะที่สะท้อนการทำงานของคุณแม่ค่ะ”
คุณระริน อุทกะพันธ์ ปัญจรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการสายธุรกิจสำนักพิมพ์บริษัทอมรินทร์พรินติ้งแอนด์พับลิชชิ่งจำกัด (มหาชน)
“ใครที่ไม่รู้จักอนุสาวรีย์แห่งความดี ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะมองเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีจิตใจที่สวยงาม แม่ชีได้บันทึกลายเส้นแห่งประวัติศาสตร์เอาไว้ให้แล้ว ชีวิตของแม่บอกกับเราว่า แม่เคยเป็นคนที่ได้รับกรุณาแห่งหัวใจ แล้ววันหนึ่งแม่ก็สร้างกรุณาแห่งหัวใจจากกรุณาแห่งหัวใจที่แม่ได้รับ แล้วแม่ก็ส่งมอบกรุณาแห่งหัวใจนั้นให้แก่คนรอบตัว เพื่อให้คนเหล่านั้นมีกรุณาแห่งหัวใจ แล้วจะได้ดำเนินรอยตามแม่ ที่จะไปแจกจ่ายกรุณาแห่งหัวใจให้แก่คนทุกๆ คนต่อไป...
ในสังคมไทยทุกวันนี้เราหารูปธรรม เราหาต้นแบบในการทำความดีได้ยากเต็มที หนังสือเล่มนี้บอกรูปธรรมของคนคนหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าความดีนั้นทำได้จริง เพียงแต่เราต้องไม่อ้อยอิ่งในการที่จะก้าวข้ามเงื่อนไขหรือเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่จะทำให้เราไม่เริ่มต้นทำความดี เริ่มตั้งแต่ทำความดีกับตัวเราเอง กับคนรอบข้าง แล้วกระจายไปสู่คนอื่น”
คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
“ครั้งแรกที่เห็นหน้าปกของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นภาพคุณแม่ถือดอกบัวที่บานแล้ว คุณแม่สอนพวกเราเสมอโดยใช้พุทธวาจาของพระพุทธองค์ที่ว่า อริยะไม่ใช่สิ่งสุดวิสัย เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมและเป็นอริยะได้ นี่คือสิ่งที่รู้สึกได้เมื่อเห็นปก...
หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นงานทุกงานที่คุณแม่ทำ ทำให้เห็นว่าคุณแม่ทำจริง และทำงานอย่างหนักจริงๆ และทุกสิ่งที่คุณแม่สอนพวกเรา และพออ่านจบก็ทำให้พวกเรานิสิตหลายคนเกรงกลัวและละอายที่จะทำบาป เพราะพวกเราเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวธุลีดิน เราจึงต้องตั้งใจในสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ เพราะผู้คนภายนอกต่างศรัทธาในสิ่งที่คุณแม่ทำ แล้วก็ศรัทธาในสาวิกาสิกขาลัย เพราะฉะนั้นในสิ่งที่พวกเรากำลังทำกันอยู่นั้น เราต้องเพียรถามตัวเองว่ามันเพียงพอหรือยัง นี่คือสิ่งที่ได้จากกรุณาแห่งหัวใจ”
คุณไจตนย์ ศรีวังพล รองกรรมการผู้จัดการบริษัท วิไลเซ็นเตอร์แอนด์ซันส์ จำกัด หนึ่งในนิสิตรุ่นแรกของสาวิกาสิกขาลัย
และเหล่านี้คือ เสียงลือเสียงเล่าอ่างอันใด...กับกรุณาแห่งหัวใจ นั่นแล้ว



