
วิปรบ.ให้กมธ.ร่วมชำแหละร่างกสทช.ไม่มีกำหนด
ส.ว.เสนอ11รายชื่อเป็นกมธ.ร่วมพิจารณาร่างกม.กสทช. วิปรัฐบาลเผยให้กมธ.ร่วมฯชำแหละร่างกสทช.แบบไม่มีกำหนด กันข้อผิดพลาด เชื่อไม่เกิน 3 สัปดาห์พิจารณาเสร็จ ปชป. ดึง สมเกียรติ - ดิสทัต ร่วมเป็นกมธ.ร่วม องค์กรสื่อ ยื่นหนังสือวิปรัฐบาล-ค้าน ขอโควต้า กมธ.ร
เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 28 ก.ย. นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ฐานะประธานกิจการวุฒิสภา เปิดเผยผลการหารือว่า ที่ประชุมมีมติเสนอรายชื่อ ส.ว. จำนวน 11 คนเพื่อร่วมเป็นกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.กสทช. ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย 1. นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี 2. นายอนันต์ วรธิติพงศ์ ส.ว.สรรหา 3. นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี 4. นายจรัล จึงยิ่งเรืองรุ่ง ส.ว.สระบุรี 5. พล.ต.ต.เกริก กัลยาณมิตร ส.ว.สรรหา
6. นายต่วนอับดุลเล๊าะ ดาโอ๊ะมารียอ ส.ว.ยะลา 7. นายวิทวัส บุญญสถิต ส.ว.สรรหา 8. นายอนุรักษ์ นิยมเวช ส.ว. สรรหา 9. นายสิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ ส.ว.นครศรีธรรมราช 10. นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา และ 11 . น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ทั้งนี้รายชื่อดังกล่าวจะนำเข้าเสนอในที่ประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 4 ต.ค.นี้ก่อนนำเสนอให้กับนายชัย ชิดชอบ ประธานผู้แทนราษฎร
ผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือเรื่องกรอบเวลาพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว นายนิคม กล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่กับกรรมการร่วมทั้ง 2 สภา เบื้องต้นตนมองว่าน่าจะอยู่ที่กรอบเวลา 30 วันเหมือนกับการพิจารณากฎหมายทั่วไป แต่จะแล้วเสร็จทันก่อนปิดประชุมในวันที่ 28 พ.ย.นี้หรือไม่ ก็คงต้องหารือกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนอีกครั้ง
วิปรัฐบาลเผยให้กมธ.ร่วมฯชำแหละร่างกสทช.แบบไม่มีกำหนด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการร่วมฯเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูและวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ... ทั้งหมด 22 คนโดยเป็นตัวแทนจากสภาฯ 11 คน และตัวแทนจากวุฒิสภา 11 คน
โดยในส่วนสภาผู้แทนฯประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช นายสมเกีตรติ ตั้งกิจวาณิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และนายดิสทัต โหตระกิตย์ อดีตผู้ช่วยเลขานุการกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.กสทช.และนายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นายคมกฤช หงษ์วิไล ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคเพื่อแผ่นดิน และน.ส.พัชรี โพธสุธน ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในส่วนพรรคเพื่อไทย นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม นายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน ทั้งนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้ระยะเวลาแปรญัตติไม่มีกำหนดเวลา
อย่างไรก็ตามภายหลังการลงมติ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวว่า สาเหตุที่วิปรัฐบาลกำหนดให้คณะกรรมาธิการพิจารณาแบบไม่มีกำหนดระยะเวลา เพราะวุฒิสภามีการแก้ไขถึง 23 มาตราซึ่งแต่ละมาตรามีการเชื่อมโยงเกือบทั้งหมด ดังนั้น หากกำหนดระยะเวลาเพื่อเป็นเงื่อนไขในการทำงานไปอาจจะส่งผลเสียให้คณะกรรมาธิการต้องเร่งพิจารณาซึ่งอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดได้ อย่างไรก็ตาม ในหลักการแล้วคาดว่าการพิจารณาจะใช้เวลาไม่เกิน 3 สัปดาห์น่าจะแล้วเสร็จและพร้อมส่งให้แต่ละสภา คือ สภาฯและวุฒิสภาพิจารณาในขั้นตอนต่อไปได้
สำหรับสาระสำคัญในถ้อยคำของร่างพ.ร.บ.กสทช.ที่วุฒิสภาดำเนินการแก้ไขมีด้วยกันถึง 23 มาตรานั้นมีการครอบคลุมใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.องค์ประกอบ กสทช. วุฒิสภากำหนดให้ 15 คน จากร่างเดิม 11 คน โดยให้สถาบันการศึกษาของรัฐ และองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรในด้านความมั่นคงและด้านการบริหารราชการ เป็นหน่วยงานที่มีสิทธิเสนอรายชื่อกรรมการ กสทช. โดยให้สำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานธุรการในการดำเนินการสรรหา กสทช. จากเดิมที่สภากำหนดให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นหน่วยงานธุรการ
2.คุณสมบัติของ กสทช. วุฒิสภาแก้ไขให้บุคคลที่จะมาทำหน้าที่ กสทช. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ เดิมสภากำหนดให้มีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 65 ปี นอกจากนี้วุฒิสภากำหนดให้บุคคลที่อยู่ระหว่างการห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาเป็น กสทช. ทั้งนี้ กสทช. มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี เพียงวาระเดียว โดยวุฒิสภาแก้ไขการพ้นจากตำแหน่งนอกเหนือไปจากการพ้นไปตามวาระเอาไว้ว่า เมื่ออายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่ง ตรงกันข้ามกับสภาที่กำหนดเอาไว้ที่อายุ 65 ปีบริบูรณ์
3.การจัดทำแผนแม่บท วุฒิสภาแก้ไขให้การจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่นั้น กสทช.ต้องมีระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นในการจัดทำแผนแม่บทไม่น้อยกว่า 30 วัน และกำหนดรายละเอียดเพื่อใช้งานด้านความมั่นคงของรัฐต้องเป็นไปอย่างเพียงพอ และเหมาะสม ขณะที่ในส่วนของสภาไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาในการจัดทำแผนแม่บท รวมไปถึงไม่ได้กำหนดเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ
4.การนำส่งรายได้ให้ กสทช.ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ วุฒิสภาบัญญัติให้เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศบังคับใช้ ให้รัฐวิสาหกิจที่ได้รับจัดสรรไปให้ผู้อื่นประกอบกิจการนำส่งรายได้จากผลประกอบการในส่วนที่ได้รับจากการให้อนุญาตที่รัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการตาม กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐไม่ว่าจะได้ทั้งหมดหรือบางส่วนมาให้ กสทช. โดยให้หักค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง กสทช.จะนำส่งเงินดังกล่าวเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป โดยในประเด็นนี้สภากำหนดระยะเวลาไว้ที่ 1 ปี
“องค์กรสื่อ”ยื่นหนังสือวิปรบ.-ค้าน ขอโควต้ากมธ.ร่วม
เมื่อเวลา 09.30 น. องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ไทย นำโดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ตัวแทนองค์กรวิชาชีพ และนายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี อุปนายกสมาคมฝ่ายต่างประเทศ ได้เข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อนายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) โดยนายวิทยา กล่าวว่า องค์กรวิชาชีพสื่อได้เสนอ 3 แนวทางว่าด้วยพ.ร.บ.องค์กรจัดสรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ (กสทช.) คือ 1.จำเป็นต้องผลักดันกฎหมายกสทช. ให้ทันบังคับใช้ในสมัยประชุมนี้ 2.ร่างพ.ร.บ.ที่เหมาะสมที่สุดคือร่างฉบับที่ส.ส.มีความเห็นชอบ และมีความเห็นที่จะให้มีการตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าว และ 3.ให้นำตัวแทนของสื่อมวลชนเป็นกรรมาธิการร่วมด้วย
ด้านนายวิทยา กล่าวต่อไปว่า วิปรัฐบาลเห็นด้วยกับ 3 ประเด็น ที่องค์กรสื่อได้เสนอมา โดยจะให้มีการพิจารณาแก้ไข 23 มาตรา ให้เสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ และสนับสนุนที่จะให้มีการตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าว โดยสัดส่วนในการตั้งคณะกรรมาธิการ 22 คน มีพรรคประชาธิปัตย์ 4 คน ซึ่งได้จัดบุคคลลงไว้เต็มหมดแล้ว ดังนั้น การที่ตัวแทนสื่อจะเสนอให้มีการตัวแทนวิชาชีพสื่อเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการร่วมนั้น ตนจะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับทางพรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคภูมิใจไทยว่าจะแบ่งสัดส่วนมาได้หรือไม่
จากนั้นเมื่อเวลา 10.30 น. นายวสันต์ ได้ยื่นหนังสือและเข้าพบนายวิทยา บูรณะศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน โดยประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า วิปฝ่ายค้านให้ความสนใจและให้ความสำคัญในการปฏิรูปสื่อ อย่างไรก็ตามในส่วนของการตั้งกรรมการเพื่อพิจารณาร่างกฎหมาย เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่จะให้องค์กรวิชาชีพสื่อเข้ามามีส่วนร่วม แต่อาจจะเป็นในรูปแบบของที่ปรึกษา หรือคณะอนุกรรมการ ส่วนเรื่องการผ่านร่างกฎหมาย ตนเชื่อว่าจะผ่านให้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ต้องมีความรัดกุม



