
กันไว้ดีกว่าแก้ อย่าปล่อยให้แย่จนแก้ไม่ทัน
การดูแลสุขภาพแนวใหม่ด้วยแนวคิดด้าน เวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) และ Functional Medicine ลองสำรวจดูว่า สุขภาพของท่านจัดอยู่ในประเภทใด?
( ) ก. สุขภาพดี...แต่ไม่รู้ว่าจะคงสภาพนี้อยู่นานเท่าไหร่ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เพิ่มความมีชีวิตชีวาไปนานๆ และเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียสมดุล อันนำไปสู่การเกิดโรค หรืออาการผิดปกติขึ้น เรียกว่า การป้องกันแบบปฐมภูมิ
( ) ข. ไม่ป่วยเป็นโรค แต่เริ่มมีอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ปวดโน่น ปวดนี่ นอนไม่ค่อยหลับ หลับไม่ลึก ตื่นบ่อย ตื่นมาไม่สดชื่น ไม่ค่อยมีเรี่ยวมีแรง เหนื่อยง่าย สมาธิไม่ดี ความจำแย่ลง เส้นผม ผิวพรรณไม่สดใส ท้องอืดท้องเฟ้อ ความรู้สึกทางเพศลดลง น้ำหนักเพิ่มง่าย แต่ลดยาก ฯลฯ อาจเคยไปตรวจเบื้องต้นแล้ว ผลทั่วไปก็ปกติ หรือผิดปกตินิดหน่อย ให้ดูอาการไปก่อน ยังไม่ต้องทำอะไร (...ถ้ามีการตรวจด้วยวิธีที่ละเอียด ทันสมัย สามารถทราบความผิดปกติภายในร่างกายแต่เนิ่นๆ จะได้รีบเตรียมการป้องกัน ปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลสุขภาพเสียก่อนที่โรคร้ายจะถามหา เรียกว่า การป้องกันแบบทุติยภูมิ
( ) ค. มีโรคประจำตัว รักษาอยู่ต่อเนื่อง แต่ไม่รู้ว่าจะทรุดลงไปอีกไหม ไม่รู้จะดีขึ้นเมื่อไหร่ (...ถ้ามีการดูแลรักษาอื่นเสริมที่อิงตามผลการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทันสมัย (ไม่ใช่ลองผิดลองถูก) ควบคู่กับการรักษาแบบมาตรฐาน แล้วทำให้ช่วยให้ทราบสถานะของโรคที่เป็นอยู่ ผสมผสานกับแนวทางการดูแลตนเอง ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ทำให้โรคที่เป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ทรุดหนักซ้ำแล้วซ้ำอีก จนพิกลพิการ ก็น่าจะดีไม่น้อย เรียกว่า การป้องกันแบบตติยภูมิ
การป้องกันมีบทบาทสำคัญมากกว่ารอให้เกิดความผิดปกติ หรือเกิดโรคขึ้นแล้ว ต้องทนทุกข์ทรมาณ เสียทั้งเวลา เสียทั้งรายได้ เสียค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า เพื่อที่จะเข้าใจแนวโน้มสถานะสุขภาพที่แท้จริง ต้องตอบอีก 2 คำถาม ในร่างกายคุณมีอะไร “ขาด”หรือ “เกิน”
1.ภาวะ "ขาด” อะไรบ้างที่ร่างกายต้องการแต่มีไม่พอ หรือได้รับเข้าสู่ร่างกายน้อยไป หลักๆ ก็ ได้แก่ สารอาหารต่างๆ รวมทั้งวิตามิน เกลือแร่ และฮอร์โมน
2.ภาวะ "เกิน” อะไรบ้าง ที่ร่างกายไม่ต้องการ หรือเป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ได้รับเข้าไป และทำร้ายร่างกายเราอยู่ทุกวันๆ เช่น สารพิษ โลหะหนัก สารก่อภูมิแพ้ ทั้งจากสิ่งแวดล้อมและอาหารการกิน เป็นต้น
“ขาด” หรือ “เกิน” รู้ได้จากการตรวจวิเคราะห์ชนิดพิเศษ
- การตรวจเลือด ปัสสาวะ หรือการตรวจน้ำลายเพียงครั้งเดียว สามารถบอกถึงภาวะความสมดุล
- ความสมดุลของสารอาหารสำคัญ รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการเผาผลาญ และสร้างพลังงานในระดับเซลล์
- สารพิษตกค้างในร่างกาย เช่น โลหะหนักต่างๆ
- ความสามารถตับในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
- ระดับของสารอนุมูลอิสระที่คอยทำร้ายร่างกาย และเป็นสาเหตุสำคัญของความชรา และโรคเรื้อรังต่างๆ
- ระดับของสารสื่อประสาทและฮอร์โมนต่างๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานร่างกาย
- ความสมดุลของแบคทีเรียในทางเดินอาหาร ชนิดที่เป็นประโยชน์ และชนิดที่เป็นโทษต่อร่างกาย
- การตรวจอุจจาระที่บอกระบบการย่อยอาหาร การทำงานของเอนไซม์และน้ำย่อยต่างๆ การดูดซึมอาหาร ความสมดุลของแบคทีเรียชนิดต่างๆ
- การตรวจสารพันธุกรรม ที่สามารถทำนายความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน โอกาสแพ้ยาบางชนิด เพื่อเป็นแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ระมัดระวัง ดูแลสุขภาพ ก่อนที่จะเกิดความเจ็บป่วยขึ้น
รู้แล้ว ต้องดูแลรักษา
- การวิเคราะห์หาสาเหตุของโรคและรักษาที่ต้นเหตุของการเกิดโรค “ขาด” ก็ “เติม" หรือ “เกิน” ก็ “ตัดออก”
- ให้ความสำคัญกับเรื่องราวความเจ็บป่วยเฉียบพลัน ณ ขณะนั้น และความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะนั้นๆ แต่ก็ไม่ละเลยที่จะพิจารณาระบบการทำงานอื่นๆ ของร่างกายที่เกี่ยวข้อง และให้ความสำคัญกับเรื่องราวอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญ
- ให้ความสำคัญกับการ ส่งเสริมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น มากกว่าการรักษาเพื่อกดการทำงานของอวัยวะ
- ผู้ป่วยแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งด้านพันธุกรรม ชีวเคมี ระบบการทำงานของร่างกายและวิถีชีวิต ซึ่งจะตอบสนองต่อการรักษาต่างกัน
- แพทย์เป็นเสมือนโค้ช ที่ช่วยวิเคราะห์และวางแผนดูแลอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้ป่วยเป็นเสมือนนักกีฬา ที่ต้องมีส่วนร่วมในการปรับปรุงวิถีชีวิต ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและต่อเนื่อง
ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยกรุงเทพ
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719



