
เล่นหูเล่นตา-ไม่บริสุทธิ์
"ยิ่งโง่ยิ่งบริสุทธิ์"
… ต้นไม้ที่คิดไม่ได้ ไม่มีสำนึก ก็ยิ่งบริสุทธิ์
… แม้แต่สัตว์ร้ายที่เรากลัว ก็บริสุทธิ์
… ก้อนหินและวัตถุธรรมชาติ ล้วนแต่บริสุทธิ์
มีเพียงวัตถุที่สังเคราะห์โดยสำนึกแห่งมนุษย์ที่ติดเชื้อความไม่บริสุทธิ์จากมนุษย์เอง …
ไม่ใช่ดีแล้วจะบริสุทธิ์กว่าชั่ว เพราะบริสุทธิ์ที่แท้จะไม่มีทั้งดีและชั่ว
จากหนังสือ "ตรงกลางที่ต่างกัน" โดย โอ เทพรัตน์
ฉันเป็นคนที่ไม่อ่านหนังสือธรรมะล้วนๆ ไม่สวดมนต์ภาวนา ไม่ดูหมอ ไม่บนบานศาลกล่าว ชอบทำทานมากกว่าทำบุญ และเชื่อในทุกสิ่งที่มีเหตุมีผล เพราะหลักการแห่งพุทธคือ “เหตุและผล” คงอ้อมแอ้มเรียกตัวเองได้ว่าเป็นชาวพุทธโดยแนวคิด ไม่ใช่วิธีการ เมื่อรู้สึกไม่สบายใจฉันไม่ดูหมอ หรือ เข้าวัด แค่อยู่นิ่งๆ หาหนังสือสักเล่มที่มีแนวคิดดีๆ อ่าน อาจจะอ้างอิงทั้งวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา ปรัชญา และศาสนา อย่างเล่มที่กำลังอ่าน “ตรงกลางที่ต่างกัน” อ่านไปก็เริ่มเข้าใจว่า ฉันต่างจากคำว่า “บริสุทธิ์” (โดยสำนึกไม่ใช่พรหมจรรย์!) มาไกลโขอยากจะกลับไปโง่เหมือนเด็กๆ จะได้กลับไป “บริสุทธิ์” ใช้ชีวิตที่มีทั้งความสุขและความสนุกในเวลาเดียวกันแต่ก็ทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะแก่เกินไปหรือหน้าไม่ให้ แต่เพราะสภาพแวดล้อมและสังคมที่ฉันต้องอยู่มันเต็มไปด้วยคนที่ไม่ธรรมดาจนถึงคนมาหาเฮีย! มันเป็นสนามของนักสู้ที่ไม่ได้วัดกันด้วยความดีหรือมิตรภาพสักเท่าไหร่ วัดกันที่ผลกำไรและผลประโยชน์ที่ได้คงตรงตัวมากกว่า ไม่มีกฎกติกาตายตัว ใครดีใครอยู่ ทีใครทีมัน ตาดีได้ตาร้ายเสีย ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร … น่ากลัว แต่ต้องไม่กลัว!
ฉันส่องกระจกตอนตื่นนอน เวลาที่ไม่มีอะไรอยู่ในหัว ไม่ดีไม่ร้ายเป็นแค่คนที่ไม่คิดอะไร ไม่ต้องวางตัวในสถานภาพใดๆ ช่วงเวลาสั้นๆ นั่นเป็นช่วงเวลาเดียวที่ฉันรู้สึก “บริสุทธิ์” จนกระทั่งฉันเปิดประตูห้องแล้วก้าวเท้าออกไปพ้นจากอาณาเขตของตัว ฉันบอกกับตัวเองว่า
“ฉันไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่”
มันบอกให้ตัวฉันเองเตรียมพร้อมมีเขี้ยวมีเล็บ พร้อมเผชิญหน้ากับความโหดร้าย เล่ห์เหลี่ยม และอิทธิพล ถ้าฉันพลั้งมือทำอะไรรุนแรงไปก็จะได้ไม่ค่อยรู้สึกผิด คิดแค่ว่า … มันสาสมแล้ว! หรือถ้าต้องพลั้งพลาดเสียเองก็ยังมีแรงลุกขึ้นยืนแม้สภาพจะดูไม่ได้ (ใกล้น็อก) มึนอยู่ประเดี๋ยวแล้วพุ่งเข้าใส่สิ่งนั้นอีกจนกว่าจะรู้แพ้ชนะ ซึ่งบางครั้งฉันก็ทำได้แค่เดินจากไปเฉยๆ … ฝากไว้ก่อนเถอะมึง! จนลืมไปแล้วว่าต้องกลับไปเอาคืนมันเรื่องอะไร … ข้อดีของฉันคือขี้ลืมและไม่เก็บกักสิ่งร้ายๆ ไว้ในใจนานนัก
ในแวดวงที่ฉันอยู่ … เคยคิดว่ามีพรสวรรค์ก็บุญหัวแล้ว แต่มันไม่คุ้มกะลาหัว! เพราะนั่นมีไว้แค่ทำมาหากินไปวันๆ อยากได้อะไรใหญ่โตกว่านั้นมันต้องใช้ “เส้น” (Connection) ต้องรู้จักคน … คนที่ทรงอิทธิพล! ก็อย่างที่บอกไม่มีสิ่งใดให้มาด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แต่นั่นก็ถือว่ายุติธรรมดีแล้ว … แลกกันไป! แต่ที่ผ่านมา ฉันก็ยังไม่เคยได้แลกอะไรกับอะไรเสียทีเพราะมักจะโดนเตะตัดขาก่อนทุกที
“ไม่ให้ไม่ว่า อย่าเตะตัดขา” คำภาวนาที่ไร้ผลของฉัน
ในแวดวงที่ฉันอยู่ … เคยคิดว่ามีความเป็นพี่เป็นน้องซ่อนอยู่ (ที่ไหนสักแห่ง) แต่เมื่อผลประโยชน์ที่แย่งชิงกันมันช่างยั่วใจทำให้ความจริงใจและน้ำใจละลายหายไปกับการชิงดีชิงเด่น ดังนั้น … ตนจึงเป็นที่พึ่งแห่งตน หรืออย่างแย่ก็แค่ … เงินเป็นที่พึ่งแห่งคน! จงอย่าทวงถามคำมั่นสัญญาใดๆ ที่ใครเคยให้ไว้ เพราะมันเป็นแค่ลม … ลมๆ แล้งๆ! ฉันจึงชอบถูกเงินฟาดหัวมากกว่าคนที่ให้ความหวังไปวันๆ แล้ววันนั้นไม่มีวันมาถึงมันคงคล้ายกับอาการปวดหัว ปวดหัวก็กินยาแก้ปวดหัว ดีกว่าให้คนมานั่งลูบหัว!
ในแวดวงที่ฉันอยู่ … เคยคิดว่าอยู่ด้วยใจ เราไม่ตีค่าอะไรเป็นผลกำไร แต่มันไม่ใช่! พวกเราเป็นแค่สินค้าอย่างหนึ่งที่ถูกประเมินค่าก่อนนำออกเร่ขายว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม ทุกสิ่งจึงมีมูลค่ามากกว่าคุณค่า
เมื่อความจริงในแวดวงที่ฉันอยู่มันเป็นเช่นนี้แล้ว คำว่า “บริสุทธิ์” ก็คงไม่จำเป็นอีกต่อไป ดีเกินไปจะอยู่ได้อย่างไร ฉันหันไปมองน้องชายตัวกลมที่กำลังจะมีคอนเสิร์ตในวันที่ 2-3 ตุลาคม 2553 ที่โรงละครอักษราแล้วก็แอบเศร้าใจที่มันยังคง “บริสุทธิ์” ในจิตสำนึก ความคิด และผลงาน มันอยู่อย่างบริสุทธิ์ อ่อนน้อมถ่อมตน และศรัทธาในศิลปะแห่งตน แล้วจะมีใครบ้างที่รับรู้และซาบซึ้งไปกับความบริสุทธิ์นั้น … คุณค่าอาจไร้ค่าได้หากขาดคนเห็นค่า
ฉันไม่บริสุทธิ์และไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่ … เป็นเช่นนี้แล้ว อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ฉันไม่เจ็บปวดสักเท่าไหร่เวลาที่มองดูน้องตัวเองเดินไปตามเส้นทางอันแสนบริสุทธิ์ของมัน … อย่างโดดเดี่ยว
ป.ล. ต้นฉบับนี้อาจแฝงด้วยความคิดที่ไม่บริสุทธิ์ แต่ฉันเขียนออกไปด้วยความบริสุทธิ์ (ใจ)
เจนนิเฟอร์ คิ้ม



