ไลฟ์สไตล์

ชุมนุมเกษตรกรรุ่นใหม่ (2)

ชุมนุมเกษตรกรรุ่นใหม่ (2)

27 ก.ย. 2553

คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับงานชุมนุมเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งได้เชิญคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ มาเป็นวิทยากรพิเศษ บรรยายเกี่ยวกับเกษตรกรรุ่นใหม่แก่ประเทศไทยในอนาคต ซึ่งคุณโฆสิต ได้ให้ข้อคิดว่าเกษตรกรรุ่นใหม่ต้องประกอบอาชีพโดยใช้ทั้งความรู้และความสามารถ

 คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังถึงประเด็นความรู้ ซึ่งหมายความรวมถึงความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากนักวิชาการและภูมิปัญญาท้องถิ่นจากปราชญ์ชาวบ้าน และเมืองไทยมีพัฒนาการเรื่องความรู้ค่อนข้างมาก และมีการเชื่อมโยงไปถึงการผสมผสานความรู้ท้องถิ่นกับความรู้สมัยใหม่มากขึ้น แต่ประเด็นที่สำคัญอีกด้านหนึ่งคือความสามารถ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเข้าใจไม่ตรงกัน แต่พอสรุปได้ว่าความสามารถที่สำคัญก็คือความสามารถในการบริหารจัดการ เดิมเราเคยเชื่อว่าเกษตรกรบริหารจัดการไม่เป็น แต่จริงๆ แล้วพบว่ามีเกษตรกรที่ทำได้มากพอสมควร

   ความสามารถในการบริหารจัดการจะครอบคลุมถึงการจัดการ 3 อย่างหลักที่สำคัญได้แก่ การจัดการความรู้ การจัดการเพื่อเพิ่มรายได้ และการจัดการธุรกิจ ซึ่งการจัดการความรู้ก็คือความสามารถในการเลือกเอาความรู้ที่เหมาะสมมาปรับใช้เพื่อทำอาชีพของตนให้ดีขึ้น การจัดการเพื่อเพิ่มรายได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเกษตรกรทำไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่ทำได้ และทำได้ดีจนกระทั่งประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรเป็นอย่างดี ไม่ต่างจากการทำธุรกิจอย่างอื่น ในบรรดาเกษตรกรที่มีความสามารถในการจัดการเพื่อเพิ่มรายได้หรือสร้างรายได้นั้นจะให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการต้นทุนและคุณภาพผลผลิต การเลือกใช้เทคโนโลยี รวมไปถึงการจัดการด้านการตลาด เพื่อกำหนดจุดยืนในการวางสินค้าของตัวเองให้เหมาะสมกับตำแหน่งตลาด ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้มีรายได้เพิ่ม เกษตรกรเหล่านี้มักต้องใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผน จึงต้องมีการจดบันทึกสถิติต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการวางแผน ประเด็นการจัดการในเรื่องที่สามคือการจัดการธุรกิจ ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องยากในการจัดการสินค้าเกษตร ความจริงแล้ว หากเป็นการทำการเกษตรเพื่อขาย ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องทำในลักษณะของธุรกิจ ดังนั้นเกษตรกรต้องมีความสามารถในการจัดการธุรกิจ เช่น เรื่องการสร้างตราสินค้า (แบรนด์) และการสร้างอำนาจต่อรอง เป็นต้น

 ทั้งนี้ เรื่องความรู้และความสามารถในการบริหารจัดการ เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการเกษตรในอนาคต เพราะหากเกษตรกรรุ่นใหม่มีทั้งสองสิ่งนี้แล้ว การรอพึ่งพาหรือรอรับการอุ้มชูจากภาครัฐก็จะน้อยลง เพราะสามารถดำเนินการเกษตรให้เป็นธุรกิจเกษตรได้ด้วยตนเอง ดังนั้นโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เน้นการปรับทัศนคติ และความคิดในอาชีพของเกษตรกร จากการผลิตโดยอิงกับฐานทรัพยากร มาเป็นการผลิตโดยใช้ฐานความรู้เป็นสำคัญ จึงเป็นการเดินมาถูกทางแล้ว และตอนนี้ก็เริ่มพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าหากทำการเกษตรโดยใช้ความรู้ และความสามารถ ย่อมประสบความสำเร็จและสามารถยึดถือการเกษตรเป็นอาชีพหลักได้เช่นเดียวกับอาชีพอื่นๆ เรื่องการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่จึงเป็นแนวคิดหลักที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ เพราะจากประสบการณ์ทำงานไม่ว่าจะพิจารณาจากด้านใด จะพบว่าความเข้มแข็งทางการเกษตรเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยในทุกยุคทุกสมัยมาโดยตลอด

รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ