
"ธนินท์"แนะผนึก3ประเทศตั้งราคากลางข้าว
"ธนินท์" แนะรัฐบาลจับมือ 3 ประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลกบริหารจัดการข้าว ตั้งราคากลาง ส่งผลไทยสามารถเลือกขายข้าวตลาดพรีเมียมได้ ด้านสมาคมชาวนาค้านลดพื้นที่ปลูกข้าวเหตุเป็นอาชีพหลักคนไทยมีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติสูง
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด หรือซีพี เปิดเผยถึงการแก้ปัญหาสต็อกข้าวของไทยว่าหากรัฐบาลมีวิธีจัดการที่ดีก็จะไม่เกิดปัญหา โดยเห็นว่ารัฐบาลควรเร่งติดต่อกับ 3 ประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก ได้แก่ เวียดนาม อินเดีย และจีน เพื่อร่วมกันจัดระบบบริหารจัดการข้าวในฐานะผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก พร้อมกำหนดราคากลางของข้าว โดยให้ประเทศที่มีข้าวปริมาณน้อยขายก่อน ซึ่งจะทำให้ไทยได้ประโยชน์เลือกขายข้าวในตลาดพรีเมียมได้ ซึ่งดีกว่าที่ไทยเลือกเจรจารายประเทศซึ่งอาจไม่สำเร็จ และไม่สามารถกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกได้
"ไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ต้องเป็นพี่ใหญ่ในการเจรจาตั้งราคากลาง โดยยอมเสียสละขายข้าวภายหลัง รับรองว่าราคาข้าวไทยจะไม่ตกต่ำ และจะไม่ตัดราคากับผู้ส่งออกด้วยกัน เกษตรกรไทยก็จะมีฐานะดีขึ้น" นายธนินท์กล่าวและว่า สิ่งที่น่าจะดำเนินการ คือนำข้าวในสต็อกปีละ 2 ล้านตันไปบริจาคหรือช่วยประเทศยากจน ซึ่งจะทำให้ทั่วโลกรู้จักข้าวไทยมากขึ้น ส่วนที่เหลือจากบริจาคก็นำไปขายแต่รัฐบาลต้องมีแผนและตลาดที่ชัดเจน
นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ราคาข้าวเปลือกขณะนี้เริ่มสูง 9,000 บาทต่อตัน จาก 8,000 บาทต่อตัน คาดว่าจะทำให้ราคาข้าวนาปี 2553/2554 สูงขึ้นด้วย ส่วนผลผลิตข้าวนาปี 2553/2554 คาดว่าจะลดลง 20% เพราะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ส่วนที่นายธนินท์แนะนำให้ลดพื้นที่ปลูกข้าวเหลือ 25 ล้านไร่ เพื่อปลูกพืชอื่นที่ราคาสูงกว่านั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะการปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักของคนไทย และยากต่อการเปลี่ยนวิถีชีวิต รวมทั้งเสี่ยงต่อความเสียหายจากภัยธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สมาคมเห็นด้วยที่จะจัดโซนนิ่งและลดปลูกข้าวนาปรังเหลือ 2 ครั้ง เพื่อตัดวงจรโรคระบาดและช่วยควบคุมปริมาณข้าวด้วย
"นายธนินท์ไม่ใช่ชาวนา แต่เป็นนักธุรกิจที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ ต่างจากการปลูกข้าวที่มีปัจจัยเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ทั้งโรคระบาด น้ำท่วม และป้องกันได้ยาก ถ้าผลผลิตข้าวยิ่งน้อย แม้ราคาข้าวจะดีแต่คนไทยจะไม่มีข้าวกิน" นายประสิทธิ์กล่าว



