
ช่างศิลป์พื้นถิ่นไทย
งามลวดลายไม้จำหลักศักดิ์ศรีสมัย ทองวิไลเอกลักษณ์ศักดิ์ศรีศิลป์ เงินระยับประดับแคว้นภูมิแผ่นดิน แทงหยวกงามนิยามยินพื้นถิ่นไทย
หัวโขนเทียบทิพย์เทิดเลิศคุณค่า ปูนปั้นภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่
จักสานสอดสานสร้างกำลังใจ จากหม่อนไหมทอประจงลงลวดลาย
ปราสาทผึ้งเทียนพรรษาศรัทธามั่น อัศจรรย์โลหการงานสืบสาย
งานเครื่องถมเมืองนครขจรขจาย หนังตะลุงเฉิดฉายระบายระบือ
ย่านลิเภาจรรโลงทรงคุณค่า เชิงวิชาชาวเมืองอันเลื่องชื่อ
ประกาศเกียรติช่างไทยให้โลกลือ อวดฝีมือหนึ่งแท้ไม่แพ้ใคร
ในช่วงวันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2553 ถ้าท่านใดเข้าชมนิทรรศการพิเศษเรื่อง “งานช่างพื้นถิ่น” ที่จัดแสดงอยู่ภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็จะสะดุดตากับบทกลอนของอาจารย์บุญเตือน ศรีวรพจน์ จากสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ที่แต่งขึ้น เพื่อบรรยายความงดงามของ “ช่างศิลป์พื้นถิ่นไทย” ที่อ่านแล้วชวนให้กระตือรือร้นที่จะได้เห็นงานเหล่านั้นขึ้นมาทันที
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นำงานช่างฝีมือชั้นครูมาจัดแสดงไว้ในครั้งนี้ 13 ช่าง ลองพิจารณาในบทกลอนข้างต้น พบทั้ง 13 ช่างไหมคะ
วันนี้ขออนุญาตเล่าถึงงานช่างพื้นถิ่นของไทยที่สืบทอดกันมาในท้องถิ่นต่างๆ ทั่วทุกภาค แม้จะมีความแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม ความเชื่อ และวิถีชีวิต ตลอดจนวัสดุที่นำมาผลิต แต่สิ่งที่เหมือนกันคือใส่ความตั้งใจ ใส่ฝีมือ จนเกิดลักษณะเด่นที่มีความงามเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาค แต่ละพื้นที่
เริ่มต้นที่งานช่างจักสาน งานที่เห็นกันชินตา จนดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะการจักสาน คือการนำวัสดุมาจักเป็นแฉก หรือเป็นริ้ว สานและถักเป็นภาชนะเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยวัสดุจากพืชพันธุ์ในท้องถิ่น แต่หากพิจารณากันอย่างถ่องแท้ งานจักสาน 1 ชิ้น บ่งบอกถึงภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของบรรพบุรุษ ยกตัวอย่าง “งอบ” ซึ่งเป็นหมวกใบลานที่กันได้ทั้งแดดทั้งฝน ระบบระบายอากาศก็มีประสิทธิภาพทำให้ไม่ร้อน ไม่อับชื้น เพราะรูปทรงของงอบที่เหมือนหลังคาของบ้านทรงไทย ที่เหมาะกับอากาศบ้านเรา
วันไหนฝนตกสวมงอบออกไปดำนา น้ำฝนก็ไหลลงสะดวก ไม่มีไหลเข้าหน้าเข้าตา วันไหนแดดจัดๆ เมื่อสวมงอบศีรษะเราไม่ได้สัมผัสตัวงอบโดยตรง เพราะมีรังงอบรองรับอยู่สำหรับเป็นส่วนของการระบายอากาศเป็นอย่างดี
ช่างจักสานอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรกล่าวถึง คือช่างจักสานย่านลิเภา หลายท่านคงเคยเห็นว่าผลิตภัณฑ์จากย่านลิเภานั้นมีความละเอียดเพียงใด เพราะย่านลิเภาเป็นเฟิร์นเถาชนิดหนึ่ง ลักษณะใบเล็กและยาว ใบกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตรเท่านั้น
ส่วนที่จะนำมาจักสานได้ คือส่วนเปลือก ต้องนำเส้นย่านลิเภาเล็กๆ ที่เก็บมาจากธรรมชาติมาปอกเปลือก แล้วเอาไปแขวนตากลมในที่ร่มจนแห้ง นำมาฉีกให้ได้ขนาดที่จะนำมาใช้งาน นำไป “ชักเรียด” ซึ่งหมายถึงการนำไปเหลาให้ได้เส้นบางตามต้องการแล้วยังต้องนำไปขูดด้วยมีด จนกว่าเส้นลิเภาจะเป็นมันและเหนียวจึงนำไปสานได้ กระบวนการสานและถักทอยังอีกยาวไกลกว่าจะเป็นของใช้ 1 ชิ้น
งานช่างพื้นถิ่นที่เป็นงานโลหะของไทยเรามีอยู่หลายกลุ่ม เช่น ช่างทอง ช่างเงิน ช่างทองเหลือง ตลอดจนช่างถมซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการผสมผสานงานช่างหลายแขนง ทั้งช่างโลหะ (ที่อาจเป็นเงิน หรือ ทอง) ช่างแกะสลัก และช่างเขียนลวดลาย ที่ล้วนใช้ฝีมือและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น
แม้การจัดแสดงในครั้งนี้มีเพียง 13 สาขา ผู้เข้าชมหลายท่านก็ยังตื่นตาตื่นใจ และชื่นชมกับงานฝีมือชิ้นเยี่ยมเป็นอย่างมาก แต่ก็มีเหมือนกันที่แอบเสียดายว่าได้ชมเพียงชิ้นงาน กับเครื่องมือสร้างงานที่จัดแสดงไว้ หลายท่านเสนอแนะว่า ถ้ามีการสาธิตด้วยก็คงจะดี เพราะจะได้เห็นถึงขั้นตอนการใช้เครื่องมือชนิดต่างๆ
งานนี้มีถึงสิ้นเดือนตุลาคม หากมีเวลาแวะไป นอกจากจะได้ชมภูมิปัญญาและฝีมือเยี่ยมๆ แล้ว ในบางส่วนจัดแสดงยังได้นำฝีมือช่างโบราณจากคลังของพิพิธภัณฑ์มาจัดไว้ให้ชมอีกด้วย
รากเหง้าของสังคมไทยมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ภายใต้กรอบของศาสนา ประเพณีวัฒนธรรม ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดงานช่างที่งดงาม น่าภาคภูมิใจ ที่ต่อจากนี้ลูกหลานไทยเท่านั้นที่จะต้องช่วยกันดูแลรักษา และพัฒนาให้คนทั้งโลกได้รู้จัก “ช่างศิลป์พื้นถิ่นไทย” เพิ่มขึ้นไปอีก



