
มหาชาติ
วันนี้ตรงกับวันสิ้นเดือน หลายท่านคิดว่าเป็นวันที่มีความสุขที่จะได้รับเงินเดือน แต่บางท่านอาจจะมีความสุขไม่ค่อยมากเพราะอาจจะโดนหักเงินเดือนไปใช้หนี้หรือจะต้องไปจ่ายค่าบ้าน ค่ารถซึ่งอาจจะทำให้เงินเดือนเหลือน้อยลงจากเดิม
แต่ถ้าเรามองในแง่ดีว่าเงินเดือนจะเหลือน้อยสักเท่าไหร่มันก็ยังดีกว่าบางคนที่ตกงานและไม่มีเงินเดือนแม้แต่บาทเดียว คิดแบบนี้ก็จะทำให้เราสบายใจขึ้น
ตอนนี้รัฐบาลมีเช็คช่วยชาติออกมาให้แก่ผู้มีเงินเดือนน้อยและตกงานที่ยังมีประกันสังคมย้อนหลัง 6 เดือน ก็จะได้รับสตางค์คนละ 2,000 บาท ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ที่จะได้รับเช็คช่วยชาติ แต่จะว่ากันจริงๆ แล้วก็ยังมีคนจนที่จนจริงๆ อีกมากมายที่ไม่ได้รับเช็คช่วยชาติ และผมคิดว่าในอนาคตอาจจะมีเช็คช่วยชาติให้แก่คนที่ไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ โดยไม่มีประกันสังคมเป็นตัวชี้วัด
เอาล่ะครับกลับมาเข้าเรื่องที่ผมตั้งใจจะเขียนดีกว่า ก็เพราะจริงๆ แล้วตัวผมเองก็ไม่ได้มีเอี่ยวกับเช็คช่วยชาติแม้แต่สตางค์เดียว
วันนี้มีคำถามที่ดีทั้งเก่าและใหม่ 2 คำถาม โดยคำถามเก่าจาก คุณจตุพล ถามว่า อยากทราบการเสียงาของพระพิฆเนศว่าความจริงแล้วเป็นข้างซ้ายหรือข้างขวา ส่วนอีกคำถามซึ่งเป็นคำถามใหม่ จากคุณเอ ซึ่งอยากทราบประวัติการเทศมหาชาติ รวมถึงเพลงที่ใช้ประจำกัณฑ์ต่างในการเทศน์มหาชาติ
2 คำถามนี้ ถือว่า ดีและมีประโยชน์มาก แต่ผมคิดว่าจะเขียนเรื่องเทศน์มหาชาติก่อน เพราะว่าจะได้มีความต่อเนื่องจากเมื่อฉบับที่แล้วในเรื่องของเพลงสาธุการ สำหรับคำถามของคุณจตุพลในเรื่องของพระพิฆเนศคงต้องรอในฉบับต่อไป
การเทศน์มหาชาติจัดเป็นประเพณีนิยมที่มีมาตั้งแต่โบราณ โดยกล่าวว่า ถ้าใครได้ฟังการเทศน์มหาชาติจบภายในหนึ่งวันก็จะได้ไปเกิดในศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย
ส่วนคำว่า "มหาชาติ" แปลตรงๆ ก็คือ ชาติที่กำเนิดขึ้นมาด้วยความยิ่งใหญ่ แต่ความหมายที่แท้จริงก็คือชาติหรือปางก่อนที่พระพุทธเจ้าได้กำเนิดเป็นพระเวสสันดรซึ่งเป็นชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ในจำนวนสิบชาติ ก่อนที่จะมาจุติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาติต่อมา
หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ การเทศน์มหาชาติเป็นการเล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดกซึ่งเป็นชาติสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่กว่าชาติอื่นๆ เพราะเป็นชาติที่พระโพธิสัตว์ได้บริจาคทานมากที่สุด แม้แต่พระมเหสีหรือพระโอรสของพระองค์ก็ยังบริจาคให้เป็นทานได้
การเทศน์มหาชาติส่วนใหญ่จะนิยมจัดกันในวัด แต่ความจริงแล้วสามารถจัดได้ทุกที่ เช่นตามโรงเรียนหรือแม้กระทั่งในบ้านของคนธรรมดาก็ยังเคยมีให้เห็น แต่ส่วนใหญ่แล้วการเทศมหาชาติจะนิยมจัดกันในวัด เพราะว่าเป็นกิจของพระสงฆ์โดยตรง ส่วนวันเวลาโดยมากจะจัดอยู่ในช่วงออกพรรษาไปแล้ว และสถานที่จัดการเทศน์มหาชาติในทุกๆ ที่จะประดับไปด้วยต้นกล้วยและต้นไม้อื่นเพื่อนที่จำลองสถานที่ให้คล้ายกับป่า ซึ่งเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดกจะดำเนินอยู่ในป่านั่นเอง
ส่วนสาเหตุการกำเนิดเทศน์มหาชาติก็คือ การตกของฝนโบกขรพรรษซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จสู่นครกบิลพัสดุ์ เพื่อบำเพ็ญโปรดพระญาติและพระเจ้าสุโธทนะ ผู้เป็นพุทธบิดา ณ นิโครธาราม โดยพระประยูรญาติบางส่วนไม่ได้อยู่ในฐานะการได้รับคำสั่งสอน เพราะเนื่องจากมีวัยที่สูงกว่าพระพุทธองค์ซึ่งเรียกว่า ทิฐิมานะ
ดังนั้นพระองค์จึงคิดว่าควรจะทำลายความแข็งกระด้าง โดยกำหนดจิตด้วยอำนาจปาฏิหาริย์ลอยขึ้นสู่ห่วงนภาภาศในลีลาจงกรมไปมาอย่างน่าอัศจรรย์และเมื่อเสด็จกับลงมายังที่ประทับ ณ พุทธอาสน์ ก็บังเกิดฝนมหัศจรรย์ตกลงมาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ก็คือสีน้ำฝนแดงเรื่อคล้ายกับเมล็ดทับทิม ผู้ใดปรารถนาให้เปียกก็จะเปียก ผู้ใดที่ปรารถนาไม่ให้เปียกก็จะไม่มีแม้แต่ละอองมาแตะผิวกาย แถมยังไม่มีน้ำขังให้เกิดโคลนตม
และที่สำคัญจะตกลงมาเฉพาะหมู่ประยูรญาติ และนี่คือฝนโบกขรพรรษซึ่งเป็นสาเหตุของการเทศน์มหาชาติ ส่วนจะเป็นอย่างไรเอาไว้ฉบับหน้าค่อยมาอ่านต่อนะครับฝนแดงเลือดคล้ายกับเมล็ดทับทิม ผู้ไดปราถณาให้เปียกก็จะเปียผู้ใดที่ปราถณาไม่ให้เปียกก็จะไม่มีแม้แต่ละอองมาแตะผิวกายแถมยังไม่มีน้ำ
"ขุนอิน"



